“พี่ถือว่าคนไข้ทุกคนเป็นครู เพราะบทเรียนของคนไข้หนึ่งคนสามารถนำไปช่วยต่อชีวิตคนไข้คนอื่นได้ ทำให้เรามีการพัฒนาการดูแลคนไข้ตลอดเวลา ทำให้เรามีพลัง และคิดว่าต้องทำต่อ”
คำพูดของเจ้าหน้าที่พยาบาลท่านหนึ่งที่เปรียบคนไข้หรือผู้รับบริการเป็นเหมือน “ครู” ที่นำมาซึ่งบทเรียนที่ท้าทายและหลากหลาย จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ตกผลึก นำไปต่อยอดเพื่อดูแลช่วยเหลือคนไข้อีกหลายคนให้มีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งบางคนได้รอดพ้นจากการเสียชีวิต
AHF TaLks บทความแรกของปี 2025 ขอนำเสนอเรื่องราวการทำงานของ “พยาบาลทหารเรือ” พี่ปิง นาวาโทหญิง นวรัตน์ ฉัตรอินทร์ พยาบาลฝ่ายบริการสุขภาพ หัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สังกัดกรมแพทย์ทหารเรือ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรภาคีที่ดำเนินโครงการร่วมกับ AHF Thailand ด้านการพัฒนาระบบบริการและดูแลรักษาผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีก้าวเข้าสู่ปีที่สี่แล้ว
พี่ปิงอาจดูแตกต่างจากพยาบาลคนอื่น ๆ เล็กน้อย ด้วยความเป็นทหารจึงดูมีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย บวกกับวิชาชีพพยาบาลที่ต้องมีความอ่อนโยน ดูเท่ห์และสมาร์ท เป็นส่วนผสมที่ลงตัว
เนื่องจากพี่ปิงเป็นหัวหน้าแผนกโรคติดเชื้อที่ต้องดูแลรับผิดชอบหลายงาน อาทิ ARV Clinic, VCT Clinic และ TB Clinic รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับโรคอุบัติใหม่ เช่น ARI, COVID-19 ที่ผ่านมา ภาระงานจึงค่อนข้างมาก แต่ด้วยจิตวิญญาณของพยาบาลวิชาชีพที่เต็มไปด้วยความเสียสละ ความต้องการเห็นคนไข้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้นและหายจากอาการเจ็บป่วยนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธภาระหน้าที่ต่าง ๆ ได้
ความท้าทายของการเป็นโรงพยาบาลทหาร
“ถึงแม้เราจะเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม แต่เราก็ให้บริการทุกคนด้วยความเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งความท้าทายจะเป็นเรื่องการเข้าถึงการเข้ารับบริการตรวจเลือดหรือการรักษาในกลุ่มข้าราชการและกำลังพลของกองทัพเรือที่ค่อนข้างยากในการยอมรับหรือเปิดเผยในสิ่งที่เป็นได้ ด้วยความที่มียศมีเกียรติและศักดิ์ศรี สิ่งต่อมาคือความยากในการติดตามการรักษาเพราะส่วนใหญ่ไม่ประสงค์ให้ไปเยี่ยมบ้าน มีการย้ายหน่วย ติดราชการ มีชุดฝึกชุดพัก เป็นต้น ซึ่งเราก็จะต้องปรับระบบการรักษาให้ยืดหยุ่น มีการนัดหมายที่เอื้อต่อความต้องการของคนไข้กลุ่มนี้เพื่อให้เขายังคงอยู่ในระบบการรักษาอย่างต่อเนื่อง”
คนไข้ทุกคน คือ ครู
“พี่ถือว่าทุกคนเป็นครู เพราะบทเรียนของคนไข้หนึ่งคนสามารถนำไปช่วยต่อชีวิตคนไข้คนอื่นได้ ทำให้เรามีการพัฒนาการดูแลคนไข้อยู่ตลอดเวลา เป็นตัวที่สะท้อนว่าเราดูแลคนไข้ได้ดีพอหรือยัง เขาได้รับการดูแลจากเราดีพอหรือยัง ตรงนี้มันเป็นส่วนที่ทำให้เรามีพลังและคิดว่าจะต้องทำต่อ”
เมื่อผู้ให้และผู้รับต่างช่วยเติมพลังซึ่งกันและกัน จึงส่งผลดีไปถึงคนไข้คนอื่น ๆ อีกหลายคน กลายเป็นวงจรของการทำงานที่ยั่งยืน ผู้ให้มีความสุข ผู้รับหายจากความเจ็บป่วย พี่ปิงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นเหมือนกับลมใต้ปีกของคนทำงานให้ทำงานได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อย และทำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
“การที่คนไข้ของเราได้รับเชื้อตัวนี้เข้ามา มันอาจจะเป็นเรื่องที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น มันเป็นความผิดพลาดที่เราคิดว่าเราควรที่จะช่วยเขาก้าวข้ามในสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนั้น ซึ่งการที่คนไข้หนึ่งคนก้าวข้ามสิ่งผิดพลาดในชีวิตแล้วเขาสามารถกลับมายืนในสังคมได้นั้น มันคือพลังบวกที่ทำให้เรามีความภูมิใจ แล้วเขาก็เป็นจุดหนึ่งที่เสริมพลัง ทำให้เรารู้สึกว่าอยากจะอยู่เพื่อจะช่วยคนอื่น ๆ ต่อไป”
ทำไมต้องตรวจ HIV ?
หลายคนอาจคิดว่าการตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากมองในมุมของการดูแลสุขภาพแล้วก็เหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปีทั่วไป เพื่อให้ทราบว่าทุกส่วนของร่างกายเรานั้น ยังคงทำงานได้ปกติหรือไม่ เช่น ระดับน้ำตาลในเลือด หรือไขมันสูงเกินไปไหม สายตา การได้ยิน หรือปอดของเรายังทำงานได้ดีหรือเปล่า การตรวจเอชไอวีก็เช่นกัน เพื่อให้ทราบสถานะผลเลือดของตนเองว่าเป็นอย่างไร หากเป็นลบก็จะได้มั่นใจว่าเรามีความตระหนักและมีการป้องกันอย่างถูกวิธี หากพบผลบวกก็จะสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคนไทยทุกคนมีสิทธิตรวจเอชไอวีฟรีได้ปีละ 2 ครั้ง
“จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครทั่ว ๆ ไปก็ตรวจได้ทุกคน ให้มันเป็นเรื่อง Normalize อีกอย่างหนึ่ง การตรวจนั้นเป็นการตรวจเพื่อที่จะก้าวต่อว่าเราจะไปในจุดไหน ถ้าเกิดเราผลปกติอยู่แล้วเราก็จะได้รู้ว่าเราจะต้องป้องกันอย่างไรให้มันเป็นปกติแบบนี้ไปร้อยเปอร์เซ็นต์”
“กับถ้าเกิดสมมุติว่าผลของเรามีการติดเชื้อ เราก็จะได้เข้าสู่ระบบการรักษาที่รวดเร็ว เพราะว่าการเข้าสู่ระบบการรักษาที่รวดเร็วมันจะทำให้เรารักษาได้ดีกว่า การรักษาได้ดีทำให้การใช้ชีวิตของเราในสังคมก็เป็นปกติ เพราะฉะนั้นการที่เรากลัวว่าเราจะถูกตีตราหรือเลือกปฏิบัติมันก็จะไม่เกิดขึ้นในชีวิตเรา”
หนุนเสริมระบบบริการ
ส่วนสำคัญที่ทำให้งานประสบผลสำเร็จนั้นก็คือ การมีทีมเข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ ประกอบกับการบริหารจัดการของพี่ปิงทำให้งานที่ออกมามีคุณภาพ มีตัวชี้วัดตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน สามารถดูแลและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี
“เมื่อก่อนเราไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน แต่พอ AHF เข้ามาแนะนำว่าต้องเก็บข้อมูลอะไรเพื่อทำรายงานบ้าง ก็เริ่มเห็นประโยชน์ ทำให้เราสามารถนำข้อมูลกลับมามอนิเตอร์และวิเคราะห์ได้ว่าคนไข้ของเราเป็นอย่างไร มีการเริ่มยาเหมาะสมไหม มีการติดตามตรวจตามนัดได้ดีหรือเปล่า ได้ตัวชี้วัดทุกตัวที่ใช้ในการประเมินคุณภาพ DSC (การประเมินรับรองระบบการดูแลผู้ป่วยเฉพาะโรคหรือบริการสุขภาพเฉพาะกลุ่ม) ถือว่าคนไข้และคลินิกได้ประโยชน์จาก AHF มาก และข้อมูลที่ได้ค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจน”
ทีมอาสาช่วยเติมเต็มการทำงาน
นอกจากทีมเจ้าหน้าที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่ภายในคลินิกแล้ว พี่ปิงยังมีอาสาสมัครที่เข้มแข็งที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการทำงานของคลินิกหลาย ๆ อย่าง อาทิ การช่วยงานภายในคลินิก การให้ความรู้และคำแนะนำเบื้องต้น เป็นผู้ช่วยในการให้คำปรึกษาแก่คนไข้ ตลอดจนการติดตามการรักษาคนไข้ เป็นต้น
“เมื่อมีโครงการของ AHF เข้ามาสนับสนุน ซึ่งในแผนงบประมาณจะมีค่าตอบแทนสำหรับจิตอาสาอยู่ด้วย เราสามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาบริหารจัดการเพื่อส่งเสริมศักยภาพของ “ชมรมคลื่นลูกใหม่” ให้มีความเข้มแข็ง ถือเป็นการช่วยเติมเต็มระบบบริการให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
“อีกส่วนหนึ่งคือการจัดกิจกรรมเสริมพลัง นำโดยเจ้าหน้าที่คลินิกร่วมกับสมาชิกชมรมคลื่นลูกใหม่ วัตถุประสงค์คือการเปิดโอกาสให้ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อรายเก่าและรายใหม่ได้มาพบเจอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยเราจะให้ความรู้ ให้กำลังใจ สอดแทรกความสนุกสนานและเป็นกันเองกับคนไข้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เขาลดการตีตราตนเอง สร้างความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก มันเป็นมากกว่าการเป็นผู้ให้บริการและผู้รับบริการ มันเป็นมากกว่านั้น ซึ่งเราคิดว่าทุกคนเป็นครอบครัว”
พี่เกื้อ บุญเกื้อ ประดิษฐดี ประธานชมรมคลื่นลูกใหม่ ได้พูดถึงกิจกรรมเสริมพลังที่ไม่ได้จัดขึ้นเพียงแค่ให้เป็นไปตามแผนเท่านั้น แต่มันมีคุณค่าและความหมายสำหรับใครหลาย ๆ คน ที่เฝ้ารอการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นปีละครั้ง
“พี่รู้สึกว่ากิจกรรมนี้ประสบผลสำเร็จมาก ได้เห็นทั้งคนเก่าและคนใหม่มารวมกันและให้การดูแลกันมากกว่าคำว่า “จิตอาสาดูแลเพื่อน” แต่กลายเป็นคำว่า “พี่ดูแลน้อง” ช่วยกันประคับประคองให้ยืนขึ้นอย่างแข็งแรงและเดินไปพร้อมกันให้ได้ เพราะชีวิตของเรายังต้องอยู่ในสังคม ถ้าอยู่ในสังคมได้ คุณไปที่ไหนก็ได้ นั่นหมายความว่าคุณก้าวผ่านการตีตราตนเองได้แล้ว”
AHF Thailand ขอชื่นชมทีมคลินิกเออาร์วีโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ทุกท่าน ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง การได้เห็นคนไข้ดีขึ้นและกลับมาดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ ถือ เป็นความเสร็จอย่างยิ่งใหญ่ของทีม นั่นหมายถึงความสำเร็จของ AHF ด้วยเช่นกัน เราพร้อมเป็นหน่วยสนับสนุนให้องค์กรภาคีไปสู่เป้าหมาย และยินดีที่มีส่วนช่วยดูแลคนไข้ให้ก้าวข้ามอุปสรรค สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้เป็นปกติสุขอีกครั้ง
