AHF TaLks: ราชาถุงยางไทย กับสิ่งที่อยากบอกเยาวชน

AHF TaLks: ราชาถุงยางไทย กับสิ่งที่อยากบอกเยาวชน

เราควรมีอนุสาวรีย์ที่เป็นถุงยางอนามัย เพราะธนาคารโลกชื่นชมว่ามาตรการป้องกันเอชไอวีของไทยช่วยรักษาชีวิตประชาชนได้ถึง 10 ล้านคน ไม่มีอะไรที่ทำให้คนไทยรอดตายจากโรคเอดส์ได้มากเท่ากับถุงยางอนามัยอีกแล้ว”


เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก หลายคู่ใช้โอกาสนี้แสดงความรักที่มีต่อกันในวันวาเลนไทน์ หลายคนจูงมือกันไปที่อำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรส และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ไม่ว่าคู่ของคุณจะเป็นเพศไหนก็สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ ซึ่งเป็นความสำเร็จของการผลักดัน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม แต่ก็มีอีกหลายคู่ที่แสดงความรักที่มีต่อกันด้วยการมีเพศสัมพันธ์ และมีหลายคู่ที่ไม่ได้ป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย

 

“ทำไมหลายคนไม่ใช้ถุงยางอนามัย เขารู้หรือไม่ว่ามันอาจทำให้ติดโรคต่าง ๆ หรือทำให้ตั้งครรภ์ได้”

 

จากข้อมูลและผลสำรวจของประเทศไทย พบว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ถึงร้อยละ 46.6 คิดเป็นเกือบครึ่งของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด ขณะที่แนวโน้มการติดเชื้อซิฟิลิสและหนองในในกลุ่มเยาวชนพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ทั้งหมดมีเหตุและผลของมัน อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่สามารถตอบ 2 ประเด็นข้างต้นได้ก็คือ ผลสำรวจการใช้ถุงยางอนามัยของเยาวชนอายุ 15-21 ปี ทั่วประเทศ พบว่า มีกลุ่มที่ใช้ทุกครั้งอยู่ที่ ร้อยละ 43 ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ “กลุ่มที่ไม่ใช้เลย” สูงถึง ร้อยละ 24

 

เกิดอะไรขึ้นใน Norm หรือ Mindset ของวัยรุ่นและเยาวชนไทย ทำไมพวกเขาถึงไม่ตระหนักเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือการตั้งครรภ์ไม่พร้อมอย่างที่ควรจะเป็น

 

AHF TaLks ขอนำท่านผู้อ่านย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของการรณรงค์และส่งเสริมการใช้ “ถุงยางอนามัย” ในอดีต ซึ่งเราได้รับเกียรติอย่างสูงจาก “ราชาถุงยางไทย” คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, อดีตรัฐมนตรี, วุฒิสมาชิกหลายสมัย และพระเอกเรื่องคู่กรรม (โกโบริ) สมัย พ.ศ. 2513 ที่เผยแพร่ทางช่อง 4 บางขุนพรหม คุณมีชัยยังได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2537 และรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล สาขาสาธารณสุขเมื่อปี พ.ศ. 2552 ท่านเป็นบุคคลสำคัญในการวางแผนครอบครัวด้วยแคมเปญ ลูกมากจะยากจน เพื่อคุมกำเนิดประชากรไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จนประสบผลสำเร็จสามารถลดอัตราการเกิดจากบ้านละ 7 คน เหลือ 2 คน ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยในยุคนั้น

 

จุดเริ่มต้นการวางแผนครอบครัวให้คนไทย


“ปัญหาที่ประเทศไทยเจอเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คือ ประชากรเกิดมากเหลือเกิน เศรษฐกิจไทยอาจไปไม่รอด จะทำยังไงให้คนไทยมีลูกน้อยลง ตอนนั้นผมในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่สภาพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ จึงร่วมกับกับอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เสนอแผนหรือนโยบาย “การวางแผนครอบครัว” ไปยังนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งท่านไม่เอาด้วยและสั่งให้กลับไปศึกษาอีก 5 ปี ปรากฏว่า “ผลออกมาเหมือนเดิม” ผมจึงนำเรื่องนี้ไปหารือกับท่าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ (ซึ่งต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย) แค่ 2 วันทุกอย่างก็เรียบร้อย และสื่อมวลชนต่างประโคมข่าวเรื่องการวางแผนครอบครัวเต็มทุกพื้นที่สื่อ หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน รัฐบาลก็เปลี่ยนแปลงนโยบายทันทีตามที่สื่อได้ขอร้อง

 


 

คุณมีชัยเล่าต่อว่า “สมัยนั้นเรามีหมอ 1 คน ต่อผู้หญิง 1.1 แสนคน ทำอะไรค่อนข้างลำบาก กระทรวงสาธารณสุขจึงให้พยาบาลเข้ามาฝึกอบรมเรื่องการผดุงครรภ์เพื่อให้จ่ายยาเม็ดคุมกำเนิดกับผู้หญิงได้ และเรื่องก็ไปได้ดี พอจบการอบรม ก็มีหมอและพยาบาลผดุงครรภ์เป็นผู้ให้บริการกับผู้หญิงได้เพียงร้อยละ 20 ของแต่ละหมู่บ้านทั้งประเทศไทย และยังขาดแคลนการให้บริการอีกมาก ผมเลยเข้าไปในชุมชนเพื่อพูดคุยและถามผู้หญิงว่าใครควรเป็นคนกระจายความรู้และให้บริการเรื่องการคุมกำเนิดในชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงบอกอย่างชัดเจนว่า “ร้านขายของชำ” เราจึงไปอบรมเรื่องการจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด พร้อมทั้งมียาคุมกำเนิดวางไว้ให้ในตู้ขายของ ในที่สุดคนเหล่านี้และอาสาสมัครวางแผนครอบครัวและชุมชน ส่วนใหญ่ได้กลายมาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือ “อสม.” ของกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้การสื่อสารเรื่องการคุมกำเนิดประสบความสำเร็จ และมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ และช่วยดูแลผู้ป่วยในช่วง Covid -19

 

เมื่อคนไทยเริ่มรู้จักการคุมกำเนิดระดับนึงแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็ยังค่อย ๆ ดำเนินไป คุณมีชัยจึงเข้าไปให้ความรู้ที่โรงเรียน เพราะเห็นว่า “ครู” นั้นจะช่วยถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปยังนักเรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็ก ๆ และเกิดการสื่อสารต่อไปยังผู้ปกครองด้วย

 

ลูกมากจะยากจน


“ผมมองว่าการประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ บังเอิญผมมีประสบการณ์ในการเขียนหนังสือพิมพ์ เคยทำงานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีประสบการณ์ในวงการวิทยุโทรทัศน์ สิ่งเหล่านี้สอนให้ผมเข้าใจว่าจะสื่อสารอย่างไรไปยังกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นต้องหาคำอะไรที่ติดหู เข้าใจง่าย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Catchy ซึ่งเมื่อก่อนมีประโยคที่ว่า “มีลูกมากจะยากนาน” ผมก็คิดว่าคำว่า “นาน” มันนานแค่ไหนไม่รู้ ไม่ชัดเจน จึงเปลี่ยนใหม่เป็น “มีลูกมากจะยากจน” ก็เลยติดปากและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย หลังจากนั้นก็จัดอบรมให้ครู 320,000 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี ให้มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวและคุมกำเนิดมากยิ่งขึ้นและช่วยเผยแพร่ไปยังนักเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชน”

 

นอกจากจะเป็นนักเปลี่ยนแปลงทางสังคมแล้ว คุณมีชัยยังเป็นนักกลยุทธ์สื่อสารภายในคนคนเดียวกัน

 

เอาถุงยางมาเป่าเป็นลูกโป่ง ทลายกำแพงอคติ


“ตอนแรกผมเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดมาสอนครู เอายาคุมเม็ด ยาฉีดออกมาให้ดู ครูก็เฉย หลังจากนั้นผมหยิบถุงยางอนามัยขึ้นมาทุกคนก็เริ่มหัวเราะกัน แล้วพอฉีกเกิดเสียงเฮขึ้น ผมเลยรู้ว่า “ถุงยางอนามัยนี่แหละ คือ สัญลักษณ์ที่สำคัญ” ผมจึงบอกว่าถุงยางทำได้หลายอย่าง กลิ่นก็หอม ทาหน้าหลังโกนหนวดก็ได้ เอามาเป่าเป็นลูกโป่งก็ได้ ใส่น้ำอัดลม ใส่เหรียญสตางค์ก็ได้ พร้อมใส่ความตลกและอารมณ์ขันเข้าไปเป็นเครื่องประกอบ คนก็สนุกสนาน ทำให้ถุงยางเป็น “สัญลักษณ์ขจัดความอาย” เป็นยุทธวิธีสำคัญที่ท้าทายข้อห้ามทางสังคมและวัฒนธรรมเรื่องเพศและคุมกำเนิดในตอนนั้น”

 


 

คุณมีชัยสื่อสารด้วยการสร้างความเข้าใจและให้ความรู้กับผู้รับสาร โดยระหว่างกระบวนและวิธีการสอนนั้นช่วยลดอคติและการตีตราที่มีต่อถุงยางอนามัยลงไป การทำให้เกิดความคุ้นชินกับถุงยาง การพูดบ่อย ๆ จนเป็นเรื่องปกติที่พูดคุยกันอย่างเปิดเผยในสังคม จนสามารถทลายกำแพงทางวัฒนธรรมได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่คุณมีชัยทำได้และสำเร็จด้วย จนทำให้อัตราการเกิดตอนนั้นลดลงจากบ้านละ 7 คน เหลือน้อยกว่า 2 คน

 

ให้ความเคารพต่อผู้ฟัง


อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่คุณมีชัยให้ความสำคัญและทำให้การรณรงค์เรื่องการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดประสบความสำเร็จในยุคนั้น คือ การให้ความเคารพคน

 

“อย่าดูถูกเขา ถ้าผู้ฟังนั่งกับพื้นเราก็ต้องนั่งพื้นด้วยกัน อย่าไปถามว่าคุณมีปัญหาอะไร แต่ให้ถามว่าคุณมีความภาคภูมิใจอะไรในชุมชนและอยากจะทำอะไรให้ดีขึ้น อะไรที่ทำด้วยตัวเองได้ อะไรที่ต้องการเพิ่มเติม เช่น ความรู้และการสนับสนุน เป็นต้น นี่คือการประเมินความต้องการของชุมชนเบื้องต้น เพราะถ้าเขาไม่ออกความเห็นว่าเขาอยากทำอะไร การพัฒนาในชุมชนก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อเราให้ความเคารพกับเขาแล้วเขาก็จะเปิดรับทุกอย่าง เราอยากจะสื่อสารหรือให้ความรู้เกี่ยวกับอะไรก็ได้หมดเลย”

 

 

ปัจจัยที่ทำให้เยาวชนติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น


“ความสนใจเรื่องเพศ เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ดังนั้น เราควรให้ความรู้กับเขามากขึ้น เพราะการให้ความรู้เรื่องนี้ในระบบการเรียนการสอนปัจจุบันยังไม่เข้มข้นพอ ต้องให้นักเรียนเข้ามามีบทบาทและสอนให้รู้ถึงข้อเท็จจริง เช่น มนุษย์ทุกคนมีความสนใจเรื่องเพศ และถ้าควบคุมไม่ดีจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

 

คุณมีชัยเปรียบเรื่องนี้เหมือนน้ำ ถ้าขาดน้ำก็หิว แต่ถ้าน้ำมากไปก็ท่วม ก็เหมือนกับความสนใจเรื่องเพศต้องต้องให้มันพอดิบพอดี ต้องจริงจังกับเยาวชนและชวนเขาเข้ามาร่วมกิจกรรมหรือกระบวนการด้วยความจริงจัง และความรับผิดชอบ

 

จะไปงานรับดอกไม้ หรือแจกดอกไม้

                 

“สมัยก่อนผมไปแจกถุงยางอนามัยตามโรงเรียนเคยถูกผู้ปกครองของนักเรียนบางคนตำหนิว่า คุณมีชัยสอนให้เด็กมีนิสัยที่เสียหาย ส่งเสริมให้นักเรียนสำส่อน ผมเลยบอกว่าหยุดก่อน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่า ตอนลูกคุณอายุประมาณ 22- 23 ปี จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นงานที่รับดอกไม้ คือ งานวันรับปริญญา และประเภทที่สองเป็นงานที่แจกดอกไม้ คือ งานศพ คุณเลือกเอาเองว่าอยากไปงานไหน เขาเลยสะดุ้งแล้วก็เข้าใจสิ่งที่ผมพูด”

คุณมีชัยพูดต่อไปอีกว่า ต้องอธิบายให้ครูมีความเข้าใจว่าถุงยางอนามัยเป็นอุปกรณ์ป้องกัน ไม่ใช่อุปกรณ์ที่สนับสนุนให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ เหมือนกับ “มีด” ครูต้องสอนสิว่านอกจากมันจะใช้ทำอาหารได้แล้วมันยังสามารถแทงคนให้ตายได้ด้วย เพราะฉะนั้นต้องทำให้ครูมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังก่อน

 

ข้อคิดในการทำงานอย่างสร้างสรรค์และมีส่วนร่วม


หนึ่ง ต้องไม่ย่อท้อ ต้องคิดนอกกรอบ จะทำอะไรต้องหาพันธมิตรแล้วดึงคนที่เราจะช่วยให้มาช่วยเราด้วย และสุดท้ายต้องช่วยให้เกิดความยั่งยืน เพราะหน้าที่เราคือ การเปลี่ยนแปลงสังคม 7 ด้าน เราช่วยให้โรงเรียน 220 โรงเรียนเป็นฐานในการเปลี่ยนแปลงสังคม ให้เขาทำคล้าย ๆ กับสมาคม และให้นักเรียนเป็นผู้ร่วมบริหารโรงเรียน อันที่สองให้ชุมชนสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการสร้างรายได้ให้ผู้สูงอายุด้วยโครงการที่ร่วมกับโรงเรียนและวัด ดังนั้น โรงเรียนจึงเป็นศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในชุมชนและสังคม

 

กลยุทธ์การรณรงค์เรื่องถุงยางอนามัยยุคปัจจุบัน


“ผมคิดว่าการจะให้ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ไปถึงนักเรียนมันต้องผ่านครู ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้ได้รับการสนับสนุนจากครู ต้องไปคุยกับผู้อำนวยการ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอย่างจริงจัง ผมก็ยินดีช่วยพูดให้”

 

เราได้แนวคิดในการสร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หลากหลาย ท่านย้ำว่าสารต้องชัด เพื่อส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน หาคำหรือข้อความที่สามารถ catchy หรือติดหูวัยรุ่นให้ได้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน สื่อมวลชนต้องช่วยกันเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้มากขึ้น ส่งเสริมการป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัย

 

ราชาถุงยางไทย อยากบอกอะไรเยาวชน



“ก็ขอให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้มีความสนใจในเรื่องเพศ มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นจงเรียนรู้ว่ามันคืออะไร และให้เราเป็นนายของมัน อย่าตกเป็นทาสของมัน อะไรที่เป็นความสุขก็ให้เป็นความสุข ส่วนอะไรที่เป็นความทุกข์ก็ต้องระวังและรู้จักวิธีป้องกัน นี่คือจุดสำคัญ”

 


 

ตอนแรกผมเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับการคุมกำเนิดมาสอนครู เอายาคุมเม็ด ยาฉีดออกมาให้ดู ครูก็เฉย ๆ หลังจากนั้นผมหยิบถุงยางอนามัยมาทุกคนก็เริ่มหัวเราะกัน แล้วพอฉีกซองเกิดเสียงเฮขึ้น ผมเลยรู้ว่า “ถุงยางอนามัยนี่แหละ คือ สัญลักษณ์ที่สำคัญ”

(คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนา)

 

แม้ว่า วันถุงยางอนามัยสากล (13 กุมภาพันธ์) และเดือนแห่งความรักกำลังจะผ่านพ้นไป แต่ AHF ยังอยากให้มีการรณรงค์เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยเผยแพร่และสื่อสารออกไปอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่า การสร้างความตระหนักให้เยาวชนเห็นถึงความสำคัญของการใช้ถุงยางอนามัยบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม จะช่วยปกป้องเยาวชนไทยให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอชไอวี รวมถึงลดปริมาณคุณแม่วัยใสลงได้ ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์การการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มเยาวชนลดลง ตอบโจทย์เป้าหมายการยุติเอดส์ภายในปี พ.ศ. 2573


************************************************************************************