ถึงแม้ว่าสถานการณ์เอชไอวีเอดส์ในปัจจุบันจะเริ่มดีขึ้น คือมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง มีอัตราการเสียชีวิตลดลง แต่ยังพบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเยาวชนไทย ช่วงอายุ 15-24 ปี ที่มีอัตราการติดเชื้อเกือบ 50% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด ดังนั้นภารกิจนี้ยังไม่จบ บุคลากรและเจ้าหน้าที่ทุกองค์กรที่ร่วมกันขับเคลื่อนและต่อสู้กันมาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว ยังคงต้องทำงานนี้ต่อไปเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการยุติเอดส์
ภารกิจที่ไม่ใช่แค่ต้องการจะ “ยุติเอดส์” เท่านั้น แต่มันหมายถึง “การปกป้องและรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์”
แล้วมีวิธีไหนบ้างล่ะที่ป้องกันเอชไอวีเอดส์ได้
คำตอบง่าย ๆ คือ การป้องกันด้วยการ “ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์”
ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนรู้และสามารถทำได้ แต่ทำไมถึงยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เกิดขึ้นทุกวัน
จุดนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด....
บทความ AHF TaLKs ประจำเดือนนี้ ขอเสนอเรื่องราวของพาร์ทเนอร์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นั่นก็คือ “โรงพยาบาลอุดรธานี” สำหรับในวงการพยาบาลเอชไอวีโคนั้น ไม่น่าจะมีใครที่ไม่รู้จักหนึ่งในตัวแม่ที่ขับเคลื่อนงานเอชไอวีเอดส์ระดับประเทศที่ชื่อ “พี่แป๋ม” ประภาภรณ์ กิจวัฒนาชัย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ (หัวหน้าแผนกนภาคลินิก) โรงพยาบาลอุดรธานี ซึ่งพี่แป๋มบอกกับเราว่าช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาทำงานด้านนี้ เธอมีฉายาว่า “แป๋มหนองใน” ไปอ่านเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจของบทความนี้พร้อม ๆ กันครับ
“พี่ทำงานนี้มานานมาก ๆ ตั้งแต่เอชไอวีเริ่มระบาดใหม่ ๆ ตอนนั้นอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี (สสจ.อุดรธานี) ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่โรงพยาบาลอุดร ก็เริ่มทำงานเรื่องป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แปลกตรงที่มีหลายคนมาถามเราว่าไม่เบื่อกับงานนี้หรือ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นงานที่เหนื่อยมากนะ แรก ๆ พี่มีฉายาด้วยชื่อว่า “พี่แป๋มหนองใน” เพราะพี่ทำงานจนทุกคนรู้ว่าเราทำงานตรงนี้ ซึ่งการจะหาใครสักคนที่ยอมทำงานเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ณ ตอนนั้น”
“หากถามว่าเพราะอะไรเราถึงยังคงทำงานเอชไอวีเอดส์ต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ จริง ๆ พี่ก็ต้องบอกว่า พี่มีความสุขทุกวันที่ตื่นมาทำงาน มันคือความอิ่มใจเวลาเราทำงานแล้วได้ช่วยเหลือคนไข้ มีเคสที่ประทับใจมากมายที่เราช่วยเหลือคนไข้จนกระทั่งวันนี้คนไข้หลายคนมาคุยกับเราว่า ถ้าพี่แป๋มเกษียณไปเค้าจะอยู่ยังไง มันทำให้เรารู้สึกว่า เรามีคุณค่าต่อเขามากมายขนาดนั้นเลยหรือ มันก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง”
แค่คำตอบแรกก็ทำให้ผมในฐานะผู้สัมภาษณ์รู้สึกตื้นตันจนจุกแบบบอกไม่ถูก ผมเคยได้ยินมาว่า “หากเราได้ทำงานที่เรารัก เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยกับงานที่เราทำเลย” พี่แป๋มคือคำตอบที่พิสูจน์แล้วว่าวลีนี้เป็นความจริง
แม้ว่างานนั้นจะหนักแค่ไหน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์หลายคนให้รอดพ้นจากความตายและกลับมายืนในสังคม สามารถดูแลตนเองและครอบครัวที่เขารักได้อีกครั้ง
คนไข้ของเราไม่ได้มีแค่คนจน
“เราไม่จำเป็นต้องพรีเซ็นต์ให้ใครเห็นว่าเราโดดเด่นหรืออะไร แต่มันคือความอิ่มใจที่เราได้ช่วยเหลือคนไข้ ซึ่งคนที่เราช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องเป็นคนยากจน แต่เขาคือคนที่ต้องการที่พึ่งทางกาย ทางใจ หลายคนจบปริญญาโท เขาต้องการที่พึ่ง กำลังต้องการเพื่อนคุย ต้องการคนซัพพอร์ตในเรื่องจิตใจ เวลาเราทำเคสไหนสำเร็จ เราก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง”
ปัญหาของคนไข้มีหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อการกินยาที่ต่อเนื่องของคนไข้นภาคลินิกก็คือ.....
คนไข้ขาดยาเพราะไม่มีค่าเดินทาง
“เราไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้นะคะ เพราะว่าโรงพยาบาลอุดรธานีไม่ได้รับสนับสนุนส่วนนี้จริง ๆ อาจต้องฝากถึงผู้บริหารทาง AHF สำนักงานภูมิภาคเอเชียด้วย เพราะว่าค่าเดินทางสำคัญมาก ๆ สำหรับประเทศไทยก็พยายามกันอยู่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น สปสช. หรือองค์กรอื่น ๆ ที่ดูแลเรื่องยาของคนไข้ แต่สำหรับเรื่องค่าเดินทางเราไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ไหนเลย มีตัวอย่างหลายเคสที่ไม่มีค่าเดินทาง บางทีก็ขอพี่พยาบาล ซึ่งเราต้องช่วยเหลือคนไข้ถ้ามีตรงนี้มาช่วยก็จะดีมาก ๆ ค่าเดินทาง 100-200 บาท ถึงแม้ไม่ได้มากมายแต่มันทำให้คนไข้ไม่ขาดยา สุดท้ายเขาก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งถ้ามีการสนับสนุนตรงนี้ก็จะช่วยคนไข้ได้มาก”
ปัจจุบัน AHF ประเทศไทยได้สนับสนุนงบประมาณค่าเดินทางเพื่อป้องกันคนไข้การขาดการติดตามการรักษาเรียบร้อยแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างบประมาณส่วนนี้จะเป็นประโยชน์และทำให้คนไข้ของนภาคลินิกขาดนัดน้อยลง
“เมื่อวานนี้มีคนไข้ติดเตียงคนนึงมารับการรักษาตามนัด เราก็ถามว่ามีรายได้จากไหน เขาตอบว่ามีแค่เบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อเดือน แต่ส่งลูก 2 คนไปโรงเรียนได้ ซึ่งคนเล็กเนี่ยยังไม่มีแม้แต่รองเท้าจะใส่เลย เราก็ชื่นชมเขามาก ๆ เลยถามต่อว่า แล้วหาข้าวที่ไหนให้ลูกกิน คำตอบจุกอกมาก คือ เค้าหากินเอง เดินไปบ้านโน้นบ้านนี้เพื่อขอเขากิน ข้างบ้านเขาสงสาร วันนี้บ้านนี้ให้ พรุ่งนี้อีกบ้านนึงให้ คนแบบนี้ยังมีให้เห็นเยอะในต่างจังหวัด ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะมาก”
เป็นมากกว่าอาสาสมัคร
“มีอีกครอบครัวหนึ่งที่พี่กับน้องอาสาสมัครของ AHF ประทับใจมาก คือ คนไข้เป็นคนใบ้ที่เป็นหญิงตั้งครรภ์มาหาเราแล้วพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงโควิดด้วย น้องอาสาฯ ของเราช่วยได้เยอะมาก ๆ เนื่องจากหญิงคนนี้เค้าท้องกับสามีคนใหม่ แล้วก็ยังมีอะไรกับสามีคนแรกอีกนะคะ แต่ที่สำคัญก็คือน้อง ๆ ช่วยเราติดตามเคส ติดตามสามีคนใหม่ ติดตามสามีคนเดิม ติดตามภรรยาใหม่ของสามีคนเดิมให้มาเข้ารับการตรวจเลือด (ทุกคนเป็นใบ้หมด) แล้วก็มีลูกเขาด้วย 3 หรือ 4 คน ไม่แน่ใจ (เด็กๆทุกคนไม่เป็นใบ้ เป็นล่ามภาษามือให้กับแพทย์และพยาบาลได้ดีมาก ๆ) น้อง ๆ เราจะช่วยดูแลให้น้ำให้ขนม เกิดเป็นความประทับใจที่เข้ามาทุกครั้ง”
“สุดท้ายเคสนี้ก็มีขาดยาด้วยเป็นบางช่วง ก็ให้น้อง ๆ อาสาฯ ช่วยติดตามอีก มีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ประทับใจยิ่งกว่านั้น คือ ลูกของคนไข้คนหนึ่งที่คุ้นเคยกับพวกเราเค้าจมน้ำตาย มาครั้งไหนก็ได้เจอกัน ได้คุยกัน ได้ซัปพอร์ตกัน น้องเราถึงกับน้ำตาไหลกันเลย ทุกคนร้องไห้กันหมด มันเป็นความผูกพัน แล้วทุกครั้งที่มาก็จะมีข้าวของติดไม้ติดมือให้ลูก ๆ เค้าทั้ง 4 คนถ้าลำพังเราที่มีแค่เจ้าหน้าที่รัฐ คงไม่มีขนมหรือสิ่งของที่เตรียมไว้ให้น้อง ๆ หรือคนไข้ได้ ขอบคุณ AHF มา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ”
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังดำเนินโครงการร่วมกับ AHF
“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ AHF ที่เห็นความสำคัญในความร่วมมือในการทำงานด้านการดูแลคนไข้เอชไอวีของจังหวัดอุดรธานีซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ เรามีคนไข้ที่ต้องรับยาประมาณ 4,000 กว่าคน ดังนั้น การดำเนินโครงการร่วมกับ AHF มันเกิดประโยชน์มหาศาลเลย ทั้งเรื่องการป้องกันและการดูแลรักษา ปัญหาหลักคือเรามีข้อจำกัดในเรื่องบุคลากร ซึ่งน้อง ๆ อาสาสมัครของ AHF เข้ามาช่วยให้งานป้องกันเข้มแข็งขึ้น คือ น้องมีส่วนช่วยนำคนที่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่เคยตรวจตรวจเลือดเข้าสู่ระบบได้ พร้อมทั้งดูแลเว็บไซต์ ดูแลเรื่องการเข้าถึงกลุ่มประชากรพิเศษ เช่น การใช้แอพพลิเคชัน Hornet ซึ่งสำหรับภาครัฐมีข้อจำกัดแน่นอนไม่สามารถเข้าถึงคนเหล่านี้ได้”
“เมื่อมีการให้คำปรึกษาหรือแนะนำผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว น้องก็จะนัดหมายให้เข้ามาตรวจโดยเป็นลักษณะช่องทางพิเศษ (Fast Track) เพื่อนำคนกลุ่มเสี่ยงสูงเหล่านี้เข้าสู่ระบบบริการเพื่อตรวจเลือดโดยความสมัครใจ เชื่อมเข้าสู่ระบบดูแลรักษาจนกระทั่งถึงขั้นตอนการดูแลรักษา หลังจากพยาบาลพูดคุยกับคนไข้เสร็จแล้วก็จะส่งเคสให้น้องเพื่อทำความรู้จักกันและเป็นบัดดี้ในการดูแลติดตามการรักษาเพื่อน ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า เมื่อก่อนเดือนนึงจะมีคนไข้ที่ขาดยาอยู่หลาย 10 คน ซึ่งน้องก็จะเป็นคนดูข้อมูลในทุก 3 วัน 5 วัน 7 วัน แล้วติดตามเคสทางโทรศัพท์ ทำให้ปัจจุบันเรามีคนไข้ขาดยาลดลงมาก ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อระบบบริการของนภาคลินิกเรามาก ๆ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนถุงยางอนามัย สารหล่อลื่น ถุงยังชีพและอุปกรณ์ป้องกันในช่วงโควิด-19 ระบาดอีกด้วย”
นี่คือเสียงสะท้อนจากคนทำงานตัวจริงเสียงจริง AHF ยินดีที่ได้มีโอกาสสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลอุดรธานีและพาร์ทเนอร์ทุกองค์กร การได้รับรู้ว่าสิ่งที่เราสนับสนุนนั้นเกิดประโยชน์กับผู้รับบริการทำให้เรามีกำลังที่จะขับเคลื่อนงานไปพร้อม ๆ กัน ตอบโจทย์การพัฒนาระบบบริการ อย่างมีประสิทธิผลและเกิดความยั่งยืนต่อไป
ฝากถึงคนที่ยังลังเลกับการตรวจเลือด
“อยากเชิญชวนนะคะ เราพยามทำให้มันเป็นเหมือนการตรวจเลือดปกติ ซึ่งสมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกันเยอะมาก เมื่อก่อนคนที่ติดเชื้อเอชไอวีต้องแย่งกันกินยาซึ่งจังหวัดอุดรธานีมีแค่ 12 คน ต้องแย่งกันกิน เข้าคิวกิน แต่ปัจจุบันถ้าตรวจแล้วเจอมันก็เหมือนโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง คือ มียาพร้อมกิน ถึงเวลาก็หยิบเข้าปากเหมือนวิตามินซี บางทีวิตามินซีก็เม็ดใหญ่กว่าด้วย”
“อยากให้ลองเข้ามาดูก่อนนะคะว่าระบบบริการตอบโจทย์ความรู้สึกของเราไหม มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับกัน ถ้าเราไม่ตรวจแล้วสักวันนึงภูมิต้านทานต่ำมันก็เลยทำให้ป่วย แบบนี้เรารู้สึกว่ามันน่าจะแย่กว่าการที่เราเดินมาตรวจในขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่”
“เวลา คำพูด โอกาส 3 คำนี้ พี่จะยึดไว้ในใจเสมอว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ อย่างเช่นเวลาหรือโอกาส ถ้าเกิดเราไม่เริ่มทำมันวันนี้มันก็จะหายไปจากเราเลย เพราะฉะนั้น คำพูดก็เช่นกัน ดังนั้น 3 คำนี้จะอยู่ในใจพี่เสมอและนำมาใช้ตลอด”
มาถึงตรงนี้ มีสิ่งที่ผมอยากบอกกับผู้อ่านทุกท่านว่า การได้พูดคุยกับพี่ ๆ พยาบาลเอชไอวีและอาสาสมัครที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ AHF ตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็มของผมตั้งแต่เริ่มทำงานที่ AHF ผมได้สัมผัสถึงเรื่องราวที่เต็มไปด้วยคุณค่าในทุกพื้นที่ที่ได้ไป แม้ว่าเทคโนโลยีของโลกนี้จะก้าวหน้าไปมากแค่ไหน แต่จิตวิญญาณของการช่วยเหลือ การเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์นั้นยังมีอยู่ในสังคมไทยอีกมาก สิ่งนี้เปรียบเสมือนการเติมพลังงานเชิงบวกให้ผมและทีมเจ้าหน้าที่ AHF Thailand ทุกคน มีกำลังใจที่จะทำงานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของพาร์ทเนอร์ต่อไป
............................................................................................................................................................................................................................
