“พี่รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองเป็นเหมือนแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ช่วยให้คนไข้มีความหวังและกำลังใจ พอเขาเห็นแสงสว่างนิดนึงเขาก็จะมีแรงลุกขึ้นสู้และใช้ชีวิตต่อไปได้ มันทำให้เรามีพลังใจทำงานมาจนทุกวันนี้”
เมื่อ 40 ปีที่แล้ว การแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทยเป็นเรื่องใหม่ทั้งสำหรับประชาชนทั่วไป และบุคลากรทางการแพทย์หรือคนไข้ และที่สำคัญ คือ สิทธิการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (จำนวนโควตา) ในทุกโรงพยาบาลตอนนั้นค่อนข้างจำกัด อย่างที่โรงพยาบาลขอนแก่นและอุดรธานีมีโควตาแค่ 10 กว่าคนพอ ๆ กัน ขณะที่มีผู้ติดเชื้อ 300 คน นั่นหมายความว่า ผู้ที่ไม่ได้กินยามีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต มีผู้ล้มตายจากโรคเอดส์เป็นจำนวนมากจนถูกเรียกว่า “ยุคใบไม้ร่วง”
ตัดภาพกลับมายุคปัจจุบัน ถึงแม้ประชาคมโลกยังไม่สามารถยุติเอดส์ลงได้ แต่เทคโนโลยีด้านการรักษาก็ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ผู้ที่เข้ารับการตรวจเร็ว รู้ผลเร็ว และเข้าสู่ระบบรักษาเร็วมีชีวิตยืนยาว สามารถดำรงชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป
ดังนั้น จะดีกว่าไหม หากเราช่วยกันส่งเสริมให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจเอชไอวีเมื่อรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง
จะดีกว่าไหม ถ้าทุกคนมีความรู้ความเข้าใจว่าเอชไอวีนั้นรักษาได้ และหากรักษาเร็วก็จะสุขภาพดีเร็ว
และจะดีกว่าไหม หากทุกคนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตน
อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนรู้และสามารถทำได้ แต่ขอย้อนกลับไปที่คำถามเดิมว่า
ทำไมถึงยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ?
ประเทศของเรามีการสื่อสารข้อมูลความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในเรื่องเอชไอวีเพียงพอหรือไม่....
บทความ AHF TaLKs ประจำเดือนนี้ ภูมิใจเสนอเรื่องราวของพาร์ทเนอร์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก 1 แห่งคือ “โรงพยาบาลขอนแก่น” ซึ่งเราได้มีโอกาสเข้าพบกับ “พี่หน่อง” ทวารัตน์ โคตรภูเวียง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อพูดคุยถึงการดำเนินโครงการระหว่าง AHF และโรงพยาบาลขอนแก่น ที่ทำร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งช่วยเติมเต็มระบบบริการของโรงพยาบาลให้สมบูรณ์และเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใส ใจดี ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทีมอาสาสมัครและคนไข้จึงมักเรียกว่า “แม่หน่อง”
“สมัยก่อนพี่เริ่มทำงานที่ตึกนรีเวช ย้ายมางานไตเทียม และมาที่คลินิกเบาหวานซึ่งทั้ง 3 งานนี้จะไม่ค่อยแตกต่างกันในเรื่องการรักษา มียาที่ค่อนข้างเพียงพอ ครอบคลุม แต่พอย้ายมาอยู่คลินิกติดเชื้อก็เห็นคนไข้หลายคนที่อาการหนัก ดูแบบไม่น่ารอด ถึงจะมีเงินมากแค่ไหนก็ไม่มีหวัง ยาไม่เพียงพอ พอรู้ว่าติดเชื้อแล้วก็เตรียมตัวตายได้เลย (ตอนนั้นสถานการณ์เป็นแบบนี้จริง ๆ) เขาไม่มีทางไปเพราะคนที่บ้านก็รับไม่ได้ ตอนที่พี่มาทำงานเอดส์ใหม่ ๆ มีคนไข้เอชไอวีราว 300 คน แต่โรงพยาบาลขอนแก่นมีโควตาแค่ 10 คนที่ได้กินยา นอกนั้นก็ต้องบอกคนไข้ว่าให้ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีจะได้ไม่ป่วย แต่ลึก ๆ เรารู้ว่าเชื้อมันแทรกซึมเข้าไปในร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาก็จะเสียชีวิตในที่สุด”
พี่หน่องเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้า เพราะไม่สามารถช่วยชีวิตคนเหล่านั้นได้
“แต่ปัจจุบันการรักษาดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก มียามากขึ้นเพียงพอ สังคมเปิดกว้างมากขึ้น ขนาดคนไข้ที่มาตอนแรกจากที่ดูโทรม ๆ พอรักษาได้ 6 เดือนถึง 1 ปีก็ฟื้นกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ คนไข้วิ่งเข้ามากอดพี่แล้วพูดว่า “ถ้าไม่ได้พี่หน่องวันนั้น หนูคงเสียชีวิตไปแล้ว” เขาไม่มีที่พึ่ง พอเห็นหน้าเราทีไรเขาก็จะวิ่งเข้ามากอดและร้องไห้ทุกครั้ง เหมือนเรามีโอกาสได้ช่วยเหลือคนที่มีความทุกข์ พี่รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองเป็นเหมือนแสงสว่างเล็ก ๆ ช่วยให้คนไข้มีความหวังและกำลังใจ พอเห็นแสงสว่างนิดนึงเขาก็จะมีแรงลุกขึ้นสู้และใช้ชีวิตต่อไปได้ มันทำให้เรามีพลังใจทำงานมาจนทุกวันนี้”
จุดเริ่มต้นที่คนไข้ 5,000 คน
จากคนไข้ 300 คนในวันนั้น สู่ 5,000 คนในวันนี้ ส่งผลกระทบต่อระบบบริการด้านที่เห็นได้ชัดเจน คือ บุคลากรของโรงพยาบาลไม่เพียงพอในการให้บริการคนไข้ที่เข้ามารับบริการประมาณ 200 คนต่อวัน จึงต้องการกำลังสนับสนุนจากองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมต่าง ๆ เข้ามาช่วยทำงาน และ AHF ก็อาสาเข้ามาเติมเต็มในส่วนนั้น
กลุ่มเอ็มแคนขอนแก่น เป็นองค์กรชุมชน (Community-Based Organization) ที่ทำงานด้านเอชไอวีมาอย่างยาวนานในจังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจาก AHF ประเทศไทย มีเจ้าหน้าที่ในทีม 4 คน รับผิดชอบงานด้านดูแลและสนับสนุนในคลินิกยาต้านไวรัส (ID Clinic) 4 โรงพยาบาลที่ดำเนินโครงการร่วมกับ AHF ประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลชุมแพ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ (มข.) และโรงพยาบาลหนองเรือ นอกจากช่วยงานในวันที่มีคลินิกแล้ว ทีมเอ็มแคนยังมีหน้าที่ติดตามเยี่ยมบ้านสำหรับคนไข้ที่ขาดนัดและ Lost To Follow Up โดยได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่พยาบาลอีกด้วย
“น้องเรา (ทีมเอ็มแคน) จะมาตั้งแต่ตี 5 ซึ่งคลินิกเราเปิดให้บริการ 7 โมงครึ่ง ทีมเอ็มแคนจะช่วยประชาสัมพันธ์พร้อมกับให้ความรู้แก่ผู้รับบริการ ส่วนใหญ่ชอบและรู้สึกอุ่นใจเหมือนได้มาเจอเพื่อน เค้าจะเป็นเหมือนด่านหน้าที่คอยให้บริการก่อนพบเรา มาถึงก็ช่วยเปิดไฟ ช่วยต้อนรับ เติมเต็มในส่วนนี้ได้มาก เพราะเวลาคนไข้มาโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะมีคนคอยบอกกัน หรือได้ปรึกษานัดแนะกับอาสาสมัครมาแล้วก็จะทำให้ได้รับบริการเร็วขึ้น”
ตรวจเลือดหน้าเวทีหมอลำ
“งานเชิงรุกของเราค่อนข้างดี มีการออกหน่วยตรวจเลือด (Outreach) ทั้งในโรงเรียน สถานศึกษา หมู่บ้าน และในทุกกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงรับเชื้อ เมื่อเราออกเชิงรุกมากขึ้นก็จะพบคนที่รู้สถานะมากขึ้น ยิ่งเป็นช่วงโปรโมทหมอลำ ยิ่งตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ค่อนข้างมาก ต้องยอมรับว่าในภาคอีสานมีวงดนตรีหมอลำเยอะมาก ผู้มีความเสี่ยงส่วนหนึ่งจะอยู่ในกลุ่มนั้น เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยมีน้อยหรือไม่ได้เตรียมไว้ บางทีเพิ่งเปิดการแสดงใหม่ช่วงประมาณเดือนกว่า ๆ ก็จะมีทั้งแดนเซอร์ หมอลำ และนักดนตรีที่ตรวจแล้วพบเชื้อ แต่ต้องเดินสายไปแสดงต่อที่อื่น ๆ ยาวหลายเดือน เราก็จะอำนวยความสะดวกด้วยการทำช่องทางด่วน (Fast Track) ให้มาตรวจและรับการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
พี่หน่องเล่าเพิ่มเติมว่า ทีมเอ็มแคนโดยเฉพาะพี่ยุทธพี่วิลล่าก็จะเป็นตัวกลางช่วยประสานและนัดวันเวลาให้เข้ามาตรวจที่โรงพยาบาลขอนแก่น โดยจะพยายามนัดให้คนไข้ตรวจและเริ่มยาได้เร็วที่สุด
ดาบสองคมที่ชื่อ PrEP
“ปัจจุบันมีทั้งยาป้องกัน และยารักษา สำหรับกลุ่มที่ต้องการตั้งครรภ์ เช่น คู่ผลเลือดต่างที่ต้องการมีลูกโดยไม่ติดเชื้อเอชไอวี และกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เราก็จะแนะนำให้กินยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี หรือ เพร็พ (PrEP) เป็นต้น ซึ่งเป็นเหมือนดาบสองคมที่ต้องยอมรับว่าไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือแม้กระทั่งโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) พี่เลยต้องย้ำกับคนไข้เสมอว่าอย่าประมาทโดยเฉพาะกลุ่ม MSM ถึงแม้ว่าจะกินยาเพร็พแล้วก็ควรป้องกันด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์”
ในประเด็นของยาเพร็พนี้ควรนำกลับมาทบทวนว่า เหตุใดจึงพบอัตราป่วยโรคซิฟิลิสและหนองในเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หรือการให้ยาเพร็พมีผลต่ออัตราป่วยข้างต้นหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงหลังดำเนินโครงการร่วมกับ AHF
“ต้องขอบคุณ AHF จริง ๆ ที่เข้ามาช่วยอุดรอยรั่วในระบบบริการของเรา จริง ๆ ตอนแรกก็คิดว่าเขาเป็นใครทำไมถึงมาช่วยเราขนาดนี้ ขอขอบคุณผู้ก่อตั้ง AHF ด้วยนะคะ ถึงเราจะไม่รู้จักท่านแต่ก็ขอบคุณมากที่มาช่วยดูแลคนไข้ให้มีแรงกลับมาทำงาน กลับมาดูแลครอบครัว ไม่เป็นภาระคนอื่น พี่ว่ามันทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ยังน่าอยู่ เขามีครอบครัว มีลูก ช่วยเยียวยาทั้งคนทำงาน (เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล) และคนไข้ให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ และรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่ ต้องขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริง ๆ”
“ขอชื่นชมอีกเรื่องนึง คือ โครงการแจกไข่ (โครงการอาหารเพื่อสุขภาพ) พี่คิดว่าโอเคมากนะคะ ถึงแม้มันจะช่วยได้บางส่วน แต่สำหรับคนไข้มันก็จะมีค่ามากพอสมควร เพราะบางทีเค้าไม่มีอะไรกินเลยจริง ๆ ซึ่งคนไข้แบบนี้ยังมีอยู่อีกมาก ขอบคุณ AHF ที่นำโครงการดี ๆ แบบนี้เข้ามาในพื้นที่ และคนที่ได้รับประโยชน์ก็คือคนที่ลำบากจริง ๆ”
พี่หน่องพูดจบพร้อมรอยยิ้มที่ดังกึกก้องออกมาจากข้างใน ผมในฐานะตัวแทนเจ้าหน้าที่ AHF ประเทศไทย รู้สึกซาบซึ้งและสัมผัสได้ถึงคุณค่าของการสนับสนุนคนทำงานที่ทำงานเพื่อใครอีกหลายคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุขภาพร่างกายกลับมาแข็งแรง ทำงานและดูแลครอบครัวได้ ถือเป็นความสำเร็จร่วมกันในเป้าหมายเดียวกันอย่างแท้จริง
อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่กล้าตรวจเลือด
“บางคนอาจคิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง แต่ถ้าเราเกิดไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่ได้ใช้การป้องกันโดยถุงยางอนามัยก็ขอให้มาที่ห้องให้คำปรึกษาโรงพยาบาลขอนแก่น ถ้าไม่ได้นัดหมายก็วอล์คอินเข้ามาได้เลย เพียงแจ้งเจ้าหน้าที่ตรงจุดคัดกรองว่าต้องการพบพยาบาลห้องให้คำปรึกษา ซึ่งเราจะทำช่องทางด่วนโดยไม่ต้องพบแพทย์ไว้อำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่อยากขอตรวจหรือคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยง ซึ่งหากตรวจพบเชื้อก็สามารถรับการรักษาได้ทันที และไม่ต้องกังวลว่าเรื่องของคุณจะถูกนำไปเปิดเผย เพราะเราจะตกลงบริการตั้งแต่คนไข้เข้ามาครั้งแรกว่าทุกอย่างจะเป็นความลับ”
“รู้เร็ว รักษาเร็ว แล้วเราจะไม่ป่วย เราก็ยังคงสถานะที่ดูดีและแข็งแรงไปตลอด”
สุดท้ายนี้ อยากขอบคุณพี่หน่องและทีมโรงพยาบาลขอนแก่นที่ได้ดำเนินโครงการกับ AHF และกลุ่มเอ็มแคนมาตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี เราพร้อมให้การสนับสนุน เติมเต็ม พัฒนาระบบบริการให้ตอบโจทย์ผู้รับบริการต่อไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ “การยุติเอดส์”
.........................................................................................................................................................................................
