โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย หนึ่งในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เรียกสั้น ๆ ว่า “โรงพยาบาลสมเด็จ” เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (500 เตียง) และมีความพร้อมในการให้บริการดูแลรักษาคนไข้ระดับต้น ๆ ของประเทศ
ที่นี่ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของ “พี่เพี้ยว” คุณพรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล ผู้ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่การเกษียณหลังจากทำงานด้วยหัวใจมากว่า 30 ปี
บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ พี่เพี้ยวได้ให้เกียรติมานั่งพูดคุยถึงแนวคิดและเหตุผลในการตัดสินใจทำงานร่วมกัน รวมถึงสาเหตุที่มุ่งมันอุทิศแรงกายแรงใจเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนางานบริการด้านเอชไอวีของโรงพยาบาลมาตลอดระยะเวลาหลายปีจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบัน ระหว่างการพูดคุยนั้น ผมได้รับฟังหลายเรื่องราวมีคุณค่ามาก อาทิ แนวคิดการทำงานเชิงบวก ความเสียสละในหน้าที่ ตลอดจนการวางระบบงานให้น้อง ๆ ในทีม
เชื่อมั้ยครับว่า ไม่มีอะไรที่พี่เพี้ยวทำเพื่อตัวเองเลย แต่เป็นการทำงานเพื่อโรงพยาบาล ลูกน้อง และผู้รับบริการทั้งสิ้น
จุดเริ่มต้นของการดูแลผู้ป่วยเอชไอวีร่วมกัน
“พี่เพี้ยวดูแลคนไข้เอชไอวีและทํางานอยู่แผนกผู้ป่วยนอก ในอดีตเรามีคนไข้ไม่มากนัก สามารถดูแลได้ทั่วถึงและให้คำปรึกษาเองได้ด้วยด้วยพยาบาล การเก็บยอดหรือการติดตามก็ค่อนข้างง่าย แต่พอช่วงหลังคนไข้นิยมมาที่โรงพยาบาลเรามากขึ้น อาจจะด้วยความเป็นสภากาชาดและสิทธิประกันสังคม ทําให้การดูแลอาจจะไม่ทั่วถึง ตอนนั้นมีคนไข้ 5,000- 6,000 คน ทำให้การเก็บสถิติต่าง ๆ การขาดนัด การตรวจติดตามอาการ และการกินยาเริ่มจะไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ทําให้คนไข้บางคนมีพฤติกรรมการกินยาไม่ค่อยดี ไม่ได้อย่างที่คุณหมอและพยาบาลตั้งใจ”
“จังหวะนั้นเอง ทาง AHF ประเทศไทย ได้เข้ามาเสนอโครงการการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเพื่อจะได้มีโอกาสดูแลคนไข้ ช่วยพัฒนาและเติมเต็มระบบการให้บริการที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น การประมวลผลจากการบันทึกข้อมูลสถิติต่าง ๆ แล้วส่งคืนกลับมาให้ทางโรงพยาบาลในรูปแบบรายงานสถิติเชิงวิเคราะห์ ทำให้ทราบว่าเรามีคนไข้ทั้งหมดเท่าไหร่ มีคนไข้เข้าใหม่กี่คน การติดตามการรักษา ระดับซีดี 4 (CD 4) หรือสุขภาพของคนไข้เป็นอย่างไร ซึ่งจุดนี้มันก็เป็นประโยชน์กับทางโรงพยาบาล เลยเป็นจุดแรกที่คุยกันแล้วรู้สึกว่าเราเข้าใจตรงกัน เราคิดเหมือนกัน และเป็นสิ่งที่ดีสำหรับโรงพยาบาล”
นอกจากนี้ AHF ยังได้สนับสนุนกลุ่มอาสาสมัครที่เป็นผู้อยู่ร่วมกับเชื้อให้มาช่วยงานที่คลินิก คอยให้คำปรึกษาแก่คนไข้และส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ ซึ่งมีประโยชน์ค่อนข้างมากในภาวะที่โรงพยาบาลมีผู้รับบริการจำนวนมากแต่มีอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ค่อนข้างจํากัด เพราะฉะนั้น เรามองเห็นว่าตรงนี้มันเป็นประโยชน์ร่วมกันที่คนไข้จะได้รับ”
ความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ได้ทำงานร่วมกัน
แม้การทำงานในช่วงปีแรกจะมีผลที่ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก็เป็นโอกาสในการปรับจูนความเข้าใจให้ตรงกัน ซึ่งเป้าหมายยังคงเดิม คือ การพัฒนาระบบบริการและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการให้ดียิ่งขึ้น
“หลังจาก 2-3 ปีที่ทำงานด้วยกัน ในปีแรก ๆ ข้อมูลและสถิติที่ได้การประมวลผลยังไม่ชัดเจนนัก แต่สิ่งที่เห็นว่าพัฒนา คือ การติดตามคนไข้ เพราะเรามีทีมทำงานที่ติดตามคนไข้ แล้วก็ในเรื่องของสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น เรื่องของค่ายาสำหรับคนไข้บางรายที่มีสิทธิไม่ครอบคลุม หรือสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในเรื่องของการรักษา และการช่วยเหลือค่าเดินทางกับคนไข้ที่มีความจำเป็น ซึ่งตรงนี้คนไข้หลายคนก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเค้ามาลำบากอย่างบางคนก็ค่อนข้างยากจน”
“สิ่งที่เห็นอีกอันนึงก็คือเรื่องของสถิติหรือยอดอัปเดตต่าง ๆ ทำให้เห็นถึงผลงานของทางโรงพยาบาลเอง ซึ่งมันก็จะไปตรงกับตัวชี้วัดของทางสาธารณสุขจังหวัด กับ สปสช. เริ่มเห็นข้อมูลผู้ติดเชื้อที่โรงพยาบาลดูแลที่เป็นสถิติชัดเจนกว่าเมื่อก่อน พอปีที่ 2 ก็มีการคุยกับทีม AHF เขาก็มาสอบถามความต้องการว่าเราอยากพัฒนาอะไรเพิ่มเติมบ้าง”
จิตอาสากับภารกิจส่งต่อกำลังใจ
ในคลินิกจะมีจิตอาสาคอยช่วยงาน แต่โดยทั่วไปจะไม่มีค่าตอบแทน เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ประจำของโรงพยาบาล
“เรามีทีมอาสาสมัครที่เป็นจิตอาสา ก็จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยงาน แต่พอเริ่มแข็งแรงส่วนใหญ่ก็จะกลับไปทำงาน แต่บางคนที่มีโอกาสได้ทำกิจกรรมร่วมกับคนไข้ ก็จะได้รับค่าตอบแทนจากโครงการของ AHF คนไข้เองก็ได้รับบริการเรื่องการให้คำปรึกษาเหมือนเพื่อนช่วยเพื่อน รวมทั้งการไปเยี่ยมบ้าน หรือติดตามอาการตอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือว่า การทำกิจกรรมกลุ่มเล็ก ๆ ร่วมกัน เค้าก็จะเป็นประโยชน์กับคลินิกมาก”
ค่าตอบแทนสำหรับจิตอาสานั้นอาจจะไม่ได้มากมาย แต่ AHF เห็นว่าจิตอาสาเป็นเหมือนฟันเฟืองหรือจิ๊กซอว์ที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่มาช่วยเติมเต็มในเรื่องของการพูดคุย ให้กำลังใจหรือให้คำปรึกษากับคนไข้ได้ ไม่ว่าจะรายใหม่หรือรายเก่าต่างก็ต้องการเพื่อนไว้คอยแนะนำปรึกษาในมุมที่ไม่สามารถพูดคุยกับใครได้
“มีคนไข้เราหลายคนที่รู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นแล้วสามารถให้กำลังใจคนอื่นได้ พี่คิดว่าน่าจะต้องมีการสร้างทีมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ตรงนี้โรงพยาบาลเองก็อาจจะไม่มีงบประมาณ แต่ทาง AHF เห็นความสำคัญและสนับสนุนการไปทำค่ายกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งผู้อยู่ร่วมกับเชื้อหลายคนอยากมีโอกาสไปพบเจอกันในมุมที่เขาคิดว่าเขาสามารถเปิดเผยตัวเองได้โดยที่คนอื่นไม่ทราบ ทำให้รู้สึกว่าเขาก็อยู่ในสังคมได้ปกติแล้วก็สามารถไว้ใจในทีมทำงานได้ ก็จะมีทีมแพทย์พยาบาลเข้าไปร่วมกิจกรรมด้วย ซึ่งเราปฏิบัติตามหลักโฮลิสติก (Holistic Medicine) คือ ต้องดูแลสุขภาพเค้าแบบองค์รวมให้ครบทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราคุยกันว่าจะเพิ่มในปีนี้ พี่คิดว่ามันเห็นพัฒนาการทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกัน และถือว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ”
คำว่าจิตอาสา อาจหมายถึงผู้ที่เสียสละเข้ามาทำงานเพื่อสังคม แต่การสนับสนุนค่าตอบแทนบางส่วนให้กับเขานั้น แม้ไม่มากมาย แต่ถือเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี
วางรากฐาน ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นใหม่
ในเดือนกันยายน 2568 นี้ พี่เพี้ยวกำลังจะเกษียณอายุ ผมเลยอยากรู้ว่าพี่เพี้ยวได้เตรียมการในประเด็นนี้อย่างไร และถ้าวันนั้นมาถึง ทีมจะทำงานต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อไหม
“พี่เพี้ยวไม่มีนิสัยที่ว่าเราต้องเก่งคนเดียว เราต้องทำงานเป็นทีมแต่ว่าโอเคเราอาจจะเป็นผู้นำให้ได้ แต่ว่าสุดท้ายต้องมีคนที่ขึ้นมาแทนเรา ส่วนงานเอชไอวีเอดส์นอกจากความรู้ความเข้าใจแล้วเราต้องเสียสละบางอย่างเพื่อให้งานเดินได้ เราก็เลยตั้งรูปแบบการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก (Prevention of Mother-to-Child HIV Transmission) เราทำงานนี้มาก่อน เราก็สร้างแนวทางเรื่องของการดูแลแม่สู่ลูกแล้วก็เอาไกด์ไลน์พวกนี้มาสร้างรูปแบบให้น้องเข้าใจว่า ถ้าคนไข้มาถึงที่คลินิกเราน้องพยาบาลจะต้องดูแลเขาเรื่องอะไร จะต้องเตรียมอะไรให้คนไข้บ้าง ซึ่งปกติเรามีพยาบาลที่เราสอนเขาไว้อย่างน้อย 4-5 คน คือเราจะไม่ทำงานคนเดียว”
“อีกเรื่องที่เราเตรียมตัว คือ การคีย์ข้อมูล ในมุมของพี่งานพวกนี้จะไม่ใช่งานของพยาบาล พยาบาลจะเป็นผู้รู้ หน้าที่เราคือให้กำลังใจคนไข้ดูแลคนไข้ให้เข้าสู่การรักษา ทำยังไงให้ชีวิตเค้าสามารถกลับไปทำงานได้เหมือนคนปกติ ดังนั้น การคีย์ข้อมูลก็จะเป็นน้องที่เรียนรู้แล้วสามารถบันทึกแทนเราได้ เราจึงเสนอโรงพยาบาลว่าเราต้องการคนคีย์ข้อมูลโดยเน้นเรื่องของการรักษาความลับ เน้นเรื่องของความเข้าใจ มันก็ทำให้ระบบการมีข้อมูลเราค่อนข้างเก็บได้ทุกเม็ดถ้าเทียบกับโรคอื่น ๆ แล้วก็เราเองเป็นผู้คอยให้คำปรึกษามากกว่า ดังนั้นระบบการมีข้อมูลที่นี่ค่อนข้างจะเป๊ะนะคะ” พี่เพี้ยวทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขัน
“อีกอันนึงที่เราทำให้ก็คือเรื่องการมอบทุนการศึกษา พวกเราเห็นว่าเด็กพวกนี้เขาไม่ค่อยมีเงิน เราก็ไปชวนแพทย์พยาบาลมาร่วมกันทำบุญ ปีแรกก็ 10-20 ทุน ช่วงหลังจะเพิ่มมาเป็น 30-40 ทุน แล้วก็มามอบของขวัญให้เด็ก ๆ ในวันเด็ก แต่เงินก็จะให้กับลูกคนไข้ซึ่งปีนึงเราให้ครั้งเดียว คือเกณฑ์ของพี่คือจะไม่ให้เงินสะเปะสะปะ เพราะว่าเขาจะติดเราด้วยเรื่องที่ไม่ควร เขาควรจะพึ่งตัวเองได้ แต่ว่าเราก็รู้สึกว่าอันนี้มันเป็นอันหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกมีกำลังใจ อย่างน้อยมันก็เป็นของขวัญ”
“เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องการไปเยี่ยมคนไข้ตามตึก ปัจจุบันทีมอาสาสมัครจะเป็นคนรับผิดชอบงานนี้โดยได้รับของเยี่ยมจาก AHF เรายังต้องการสานต่อตรงนี้เพราะเป็นประโยชน์กับคนไข้ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้บริหารระดับสูงไปแล้ว เราก็ยังเห็นผลงานของเขาอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเตรียมสร้างไว้”
นี่เป็นเพียงบางส่วนที่หยิบยกมาเท่านั้น จริง ๆ แล้วพี่เพี้ยวได้วางระบบไว้ครอบคลุมหลากหลายด้านมาก ๆ
งานเอชไอวี ทำแล้วมีความสุข เหมือนได้ทำบุญทุกวัน
พี่เพี้ยวบอกว่างานเอชไอวีทำให้ได้เห็นคนไข้ที่ป่วยหนักจนเกือบสิ้นหวัง กลับมาแข็งแรง มีครอบครัว และใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป เหมือนได้ทำบุญได้เห็นคุณค่าของวิชาชีพพยาบาลที่เป็นผู้หยิบยื่นโอกาส แสงสว่าง และความหวังให้กับใครอีกหลายคน
“พี่ว่างานเอชไอวีเป็นงานที่ทำให้เราภูมิใจ อย่างแรกคือ พี่ว่าพยาบาลทุกคนเขาก็ทำความดี มีความรักในอาชีพอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำงานด้วยด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ บางทีมันก็ภูมิใจในระดับนึง พอเรามาทำงานเอชไอวีเราได้เรียนรู้ชีวิตของคนหลาย ๆ คน ซึ่งเค้าไว้ใจเราแล้วก็มาให้เราช่วยเหลือ แต่เราไม่ได้อยู่กับเค้าทุกวัน สิ่งที่เขาจะอยู่ได้คือตัวเขาเอง
แล้วก็หลังจากที่เราทำงานตรงนี้เราก็พบว่าจริง ๆ แล้ว เรามีความสุขกับการทำงาน เราทำงานแล้วเรารู้สึกว่า 1. คนไข้รักเรา แต่เราไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรจากเขา เราทำดีที่สุดทุกวันแล้วเราก็รู้สึกว่ามีความสุข” 2. เราได้เห็นพัฒนาการลูก ๆ ของคนไข้ จะเห็นเลยว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเราเป็นคนดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก แต่พ่อแม่เขาก็จะพยายามบอกว่าคนนี้เป็นใคร แล้วเมื่อก่อนถ้ามีเวลาได้อยู่กับกลุ่มนี้ หลายคนเดินจะเข้ามากอดแล้วบอกว่าดีใจมากที่ได้เจอเรา เพราะว่าเราไปเป็นผู้บริหารแล้วก็จะไม่มีเวลา
แต่สิ่งที่เห็นคือทุกคนมีสุขภาพดี มีชีวิตที่ดี เช่น คนไข้เอชไอวีที่มีอาการแย่มาก ค่า CD4 อยู่ที่ 0-20 คือแทบตายแล้ว บางคนกระโดดตึกไปแล้วแต่กลับมาแข็งแรง กลับมามีครอบครัวที่ดีและก็เดินอยู่บนเส้นทางที่ดีด้วยค่ะ
มันจึงเหมือนกับว่าเราได้ทำบุญทุกวัน ได้เห็นพัฒนาการของอาชีพเราที่เอาไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำแผลฉีดยาอย่างเดียว แต่เราได้ใช้ทักษะหรือได้ใช้ความเป็นพยาบาลของเราที่เราอยากจะให้ แล้วก็ตกลงกันว่าอันนี้ดีนะลองทำสิ วันนี้กินยาอย่างนี้สิ หลายคนทำได้จนเรารู้สึกปลื้มใจเพราะได้เห็นพัฒนาการเยอะมาก”
การทำงาน ยิ่งทำยิ่งได้
“หลายคนอาจจะมองว่า การทำงานยิ่งทำยิ่งเหนื่อย แต่จริง ๆ พี่เพี้ยวมองว่า การทำงานยิ่งทำยิ่งได้ ได้สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตเสมอ อาจจะเป็นเพราะตัวเองเป็นคนมองโลกบวกก็ได้นะ คือวิกฤติทุกครั้งพี่มองว่าเรามีโอกาสในการพัฒนา เราได้นำแนวคิดหรือประสบการณ์ชีวิตที่คนไข้เล่าให้เราฟังไปปรับใช้ในการทำงาน พี่จะบอกทุกคนเสมอว่าบางทีทุกข์ของพวกเรามันน้อยกว่าทุกข์ที่คนไข้เล่าให้เราฟังเยอะมาก แล้วเราก็จะเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกไม่ได้ยากลำบากเวลาทำงาน”
น้ำเสียงของพี่เต็มไปด้วยความสุข ฟังแล้วปลื้มปริ่ม พร้อมกับได้รับพลังบวกไปในตัว ไม่แปลกใจเลยที่พี่เพี้ยวเป็นที่รักของทุกคนที่ได้พบเจอ ตลอดจนเป็นที่รักของคนไข้ทุกคน
เอชไอวี รู้เร็ว รักษาได้เร็ว สุขภาพก็จะแข็งแรง
“พี่มองว่าเอชไอวีเนี่ยมันเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนก็คงกังวล เพราะเป็นโรคที่ติดต่อได้ แต่ถ้าเราตรวจแล้วพบเชื้อก็สามารถรักษาและมีชีวิตอยู่จนแก่เฒ่าได้ ที่สำคัญก็ไม่ได้ทำให้เราเจ็บป่วยมากมาย ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีก็คือคนปกติที่สามารถมีชีวิตอย่างคนอื่นได้ แต่เราอาจจะไม่ได้ไปบอกใครเพราะไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เราก็สามารถทำงานใช้มีชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จได้..
ในช่วงแรกอาจจะรู้สึกเสียใจบ้างซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของคน คนเราคงไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปซะหมด แต่ว่าอะไรที่พลาดไปแล้วแม้มันจะแก้ไขตรงนั้นไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้อนาคตมันดีได้ แล้วโรคนี้การรักษาไม่ได้ยากเลย แค่ต้องมีวินัยในการกินยาแล้วก็รักตัวเองเท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ๆ แล้วถ้ากินยาไปถึงจุดนึงมันก็จะไม่แพร่เชื้อด้วย เราก็รักษาสุขภาพตัวเองแค่นั้นเอง”
“เรื่องตรวจเอชไอวีถ้าตรวจได้แนะนำให้ตรวจ เพราะว่ารู้เร็ว รักษาได้เร็ว สุขภาพก็จะแข็งแรง..
แต่ถ้าเรารู้ช้าพอภูมิต้านทานมันต่ำมาก ๆ โรคแทรกซ้อนก็จะเกิด การรักษาจะยิ่งยากลำบากมากขึ้น รู้แบบนี้แล้วเราก็ควรรีบไปตรวจ หากพบเชื้อจะได้รีบรักษา ให้เรากลับมาเป็นคนธรรมดาที่แข็งแรงและอยู่จนแก่เฒ่าดีกว่า”
และนี่คือเรื่องราวอันทรงคุณค่าของคนทำงานคนหนึ่งที่เราสามารถยึดเป็นแบบอย่างที่ดีได้ พี่เพี้ยวได้ทิ้งไว้ซึ่งมรดกทางจิตใจและระบบการทำงานที่มั่นคงให้กับโรงพยาบาลสมเด็จฯ การดูแลผู้รับบริการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนตลอดระยะเวลาในวิชาชีพพยาบาล
ในโอกาสที่ “พี่เพี้ยว” พรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ จะเกษียณอายุการทำงาน AHF ประเทศไทย ขอชื่นชมและขอบคุณที่ท่านได้อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เราขอเป็นแรงสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทยต่อไป ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกัน คือ พัฒนาระบบบริการและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการไปพร้อมกัน
.................................................................................................................................................................................
