หากใครเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นพอเริ่มเข้าตัวเมืองจะสังเกตเห็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนมิตรภาพ นั่นคือ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยระดับตติยภูมิขั้นสูงแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเป็นโรงเรียนแพทย์สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ปัจจุบันก็เป็นระยะเวลากว่า 53 ปีแล้ว ซึ่งคนขอนแก่นจะเรียกสั้น ๆ ว่า “โรงพยาบาลศรีฯ”
ที่นี่ ไม่เพียงเป็นสถานพยาบาลชั้นนำ แต่ยังเป็นที่ทำงานและพื้นที่ชีวิตของบุคลากรผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อผู้ป่วยจำนวนมาก “พี่แจ๋ว พรนิภา หาญละคร พยาบาลเชี่ยวชาญ รองหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลฝ่ายพัฒนาวิชาชีพการพยาบาล” คือหนึ่งในนั้น พยาบาลที่เลือกเดินบนเส้นทางซึ่งเต็มไปด้วยความท้าทาย คือ การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และกำลังจะก้าวเข้าสู่การเกษียณอายุหลังจากทำงานด้วยหัวใจมาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี
บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ เราได้รับเกียรติจากพี่แจ๋วที่สละเวลามานั่งพูดคุยถึงวิธีคิดและแนวทางในการทำงาน รวมถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นพยาบาลที่ขับเคลื่อนและพัฒนางานบริการด้านเอชไอวีของโรงพยาบาลจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงในปัจจุบัน ซึ่งตลอดการพูดคุยนั้น ผมได้รับฟังประสบการณ์ที่มีคุณค่าของพี่แจ๋วมากมาย อาทิ การเป็นผู้อุทิศตนเพื่องานเพื่อคนไข้ การเสียสละ ตลอดจนความเป็นผู้นำในการสร้างทีมที่ประสบความสำเร็จไปถึงเป้าหมายร่วมกัน หลังจากเดือนกันยายนนี้พี่แจ๋วก็จะได้พักผ่อนแล้ว พี่แจ๋วบอกว่าได้ฝากงานไว้กับน้อง ๆ ในทีมเรียบร้อยแล้ว ขนาดผมไม่ได้อยู่ในทีมของพี่แจ๋ว ก็ยังรู้สึกใจหายไม่น้อย
จุดเริ่มต้นที่สุขภาพจิตเชื่อมโยงสู่เอชไอวี
หลังเรียนพยาบาลจบในปี 2530 พี่แจ๋วเริ่มต้นจากการเป็นพยาบาลแผนกการพยาบาลอายุรกรรม ดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไป เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ฯ ก่อนจะเรียนต่อปริญญาโทด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ด้วยความเชื่อว่า “ใจ” คือจุดสำคัญของการเยียวยา
“หลังจากทำงานมาที่แผนกอายุรกรรมมา 17 ปี ก็ไปเรียนปริญญาโทด้านสุขภาพจิตและจิตเวช พอจบมาก็ได้ทำงานที่แผนกอายุกรรมอยู่พักนึง แล้วเขาประกาศรับสมัครงานการพยาบาลซึ่งเมื่อก่อนเขาใช้คำว่า “หน่วยเอดส์” ประกอบกับที่เราจบมาทางด้านนี้เลยรีบสมัครแต่ยังไม่ได้ย้ายมาทันที ตอนนั้นการติดเชื้อเอชไอวียังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และยังไม่มียารักษาที่ครอบคลุมทั่วถึงคนไข้ทุกคน ประมาณเดือนมิถุนายน 2547 จึงได้ย้ายมาที่ “หน่วยเอดส์” ซึ่งให้การบริการผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ห้องตรวจอายุรกรรม ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางหน่วยโรคติดเชื้อ เหตุผลที่ย้ายมาก็เพราะเราจบด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ซึ่งมันเป็นการโฟกัสไปด้านงานทางด้านสุขภาพจิต อย่างที่เรารู้ว่างานเอชไอวีหลายคนก็ยังไม่ค่อยยอมรับมากเท่าไหร่ ปัญหาด้านจิตใจก็ยังเยอะ เราคิดว่ามันเป็นงานที่ท้าทาย ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้มาทำงานตรงด้านนี้”
ความท้าทายในงานเอชไอวีในจังหวัดขอนแก่น
พี่แจ๋วบอกว่าในยุคแรก ๆ การพูดถึงเอชไอวีหรือเอดส์ยังเต็มไปด้วยการตีตรา เลือกปฏิบัติ คนจำนวนไม่น้อยหลีกเลี่ยงการตรวจเลือดเพราะกลัวถูกมองว่า “สำส่อน” หลายคนจึงรู้ว่าตัวเองติดเชื้อตอนป่วยจนเข้าสู่ระยะเอดส์แล้ว การดูแลผู้ป่วยที่ CD4 ต่ำและถ้าเข้าสู่ระยะโรคเอดส์หรือมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากในตอนนั้น เพราะส่วนใหญ่จบด้วยการเสียชีวิต
“สิ่งที่ท้าทายก็คือ จะทำอย่างไรให้ประชาชนทั่วไปหรือกลุ่มเสี่ยงเข้ามาเจาะเลือดเพื่อทราบสถานะตนเอง และเมื่อทราบแล้วจะทำให้เขาเข้าสู่ระบบการรักษาที่รวดเร็วได้อย่างไร และข้อสุดท้าย จะทำอย่างไรให้ผู้ที่เข้าสู่การรักษาแล้วกินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ สามารถกดไวรัสได้ และยังคงอยู่ในระบบ มาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ข้อนี้ ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการทำงาน ซึ่งปัจจุบันดีขึ้นมากถ้าเปรียบเทียบตัวเลขสถิติของประเทศกับโรงพยาบาลเราและจังหวัดขอนแก่น เราพบว่า 95 ที่ 1 คือ การเชิญชวนให้คนมาเจาะเลือดและทราบสถานะ มันเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ ถ้า 95-95-95 ทั้ง 3 ตัวของเราถึงเป้ามันก็จะดีเนอะ ซึ่งตอนนี้เนี่ย 95 ที่หนึ่งเนี่ยก็ค่อนข้างจะเกินเป้าหมายค่ะ ส่วน 95 ที่ 2 (ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกคนได้เข้าสู่การรักษาและกินยาต้านไวรัส) และ 95 ที่ 3 (ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสแล้วสามารถกดไวรัสได้) ก็อยู่ราว ๆ 90-95 เปอร์เซ็นต์ มีขึ้นอยู่ลงตลอดเวลา”
การเติมเต็มจากความร่วมมือ
พี่แจ๋วเล่าให้ฟังว่าก่อนที่ AHF จะเข้ามา ทีมงานมีพยาบาลแค่ 2 คน เจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คน และอาสาสมัครอีก 1 คน รวมเป็น 4 คน แม้งานจะหนักแต่ก็ยังคงเดินหน้าด้วยแนวคิด “การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic care: การดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ)”
ด้วยข้อจำกัดเรื่องอัตรากำลังจึงทำให้พวกเราค่อนข้างเวิร์คโหลด แม้จะทำงานทันแต่ก็เหนื่อยกันอยู่ เพราะว่าเราไม่ได้ทำงานหน้าเดียว เราทำงานภายใต้แนวคิดการดูแลครอบคลุมทุกมิติ นอกจากนี้ เรายังไปเยี่ยมผู้ติดเชื้อรายใหม่ตามหอผู้ป่วยต่าง ๆ ในกรณีที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งในกรณีนี้คุณหมอจะแจ้งผลเบื้องต้น เราก็จะรีบไปเยี่ยมทันที เพราะคนไข้รายใหม่จะพบปัญหาด้านจิตใจ ความวิตกกังวล ความกลัวความเครียดต่าง ๆ เราจึงต้องไปให้กำลังใจ ให้ข้อมูล ทบทวนข้อมูลความรู้ในการดูแลตนเอง เพราะว่ากำลังใจเป็นเรื่องสำคัญในคนกลุ่มนี้ค่ะ”
เมื่อ AHF เข้ามาดำเนินโครงการร่วมกับโรงพยาบาล ไม่เพียงช่วยสนับสนุนด้าน งบประมาณ อุปกรณ์และกำลังคนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานให้กับทีม มีความต่อเนื่องและครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น
“โครงการของ AHF มีประโยชน์มาก เมื่อศึกษาข้อมูลและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยแล้วพบว่าไม่มีเลย โดยเฉพาะประเด็นด้านการรักษาความลับ พี่จึงไม่ลังเลเลยที่จะตอบรับ”
“เพราะว่าโดยส่วนตัวคิดว่าเราคงไม่ได้ทำงานคนเดียว เพราะมองว่าทุกคนมีความสำคัญในการทำงานร่วมกัน พอ AHF เข้ามาเสนอตัวโครงการเราก็ยินดีที่จะรับ แต่ก็ต้องปรึกษาคุณหมอก่อนเพราะเป็นส่วนหนึ่งของทีม เราก็อธิบายว่า AHF จะมาช่วยสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมทั้งกำลังคน ทั้งนี้ อาจารย์หมอก็อาจจะกังวลในเรื่องของความลับ เราก็ยืนยันและให้ความสบายใจไปว่าหากทาง AHF จะใช้ข้อมูลเพื่อทำรายงาน เราก็จะมีการป้องกันไม่ให้เอาข้อมูลที่สามารถสืบถึงตัวตนต่อได้ ซึ่งอาจารย์ก็ยินดี”
“หลังจากได้ทำงานร่วมกันมาสักระยะเราก็เห็นความเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นในเรื่องกายภาพก็คือ เรามีอาสาสมัคร “ยุทธ” (ประธานกลุ่มเอ็มแคนขอนแก่น) เข้ามาช่วยงานในคลินิก ซึ่งก่อนหน้านี้ยุทธจะมาช่วยทำงานได้ไม่สม่ำเสมอ ก็เพราะน้องมาทำงานโดยความสมัครใจด้วยใจจริง ๆ แต่พอยุทธ์เขามีภารกิจกับทาง AHF ก็มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนขึ้น มาช่วยงานเราได้สม่ำเสมอมากขึ้น นอกจากนี้คือ การสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้าที่ AHF จะเข้ามา เราจัดได้แค่วันรณรงค์ตรวจเอชไอวีโดยสมัครใจ (VCT Day) และวันเอดส์โลกเท่านั้น แต่หลังจากที่ AHF เข้ามาก็ทำให้เรามีคนที่จะมาช่วยงานช่วยจัดกิจกรรมมากขึ้น รวมทั้งการสนับสนุนในแง่วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานหรือการให้บริการของเรามีความคล่องตัวและสะดวกมากยิ่งขึ้น”
ถูกคนไข้เรียกว่า “นางฟ้า”
“มีคนไข้คนนึงที่เราไปให้กำลังใจเค้า แล้วเค้าพูดว่า...ชีวิตของเขาหมดหวังแล้ว”
ผู้ป่วยรายนี้เป็นข้าราชการที่ติดเชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง เขานอนซมอยู่บนเตียงหลายวัน อ่อนแรง หมดกำลังใจ และกังวลอย่างหนักว่าความลับจะถูกเปิดเผย แต่พี่แจ๋วได้ช่วยประคับประคอง ให้กำลังใจ อย่างต่อเนื่อง จนเขาลุกขึ้นยืนและกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง
“เคสนี้เป็นข้าราชการ เข้ามาด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาส: โรคติดเชื้อราในเยื่อหุ้มสมอง (Cryptococcal meningitis CM) กลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย ทันทีที่ผลตรวจออกมาว่าติดเชื้อเอชไอวี และต้องนอนพักรักษาที่โรงพยาบาล พยาบาลประจำหอผู้ป่วย โทรศัพท์มาให้เราไปช่วยให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ ให้ความรู้ สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือ กลัวครอบครัวญาติพี่น้องจะทราบผลเลือด ตัวผู้ป่วยเอดงรู้สึกหมดหวัง เพราะว่าเขาโดนเจาะหลังทุกวันเพื่อลดความดันในช่องไขสันหลัง ภูมิต้านทานก็ต่ำ ไม่มีกำลังจะเดิน ก็นอนแบบหมดแรงบนเตียง”
“พอเราไปถึง เค้าก็บอกว่าชีวิตของเขาหมดแล้ว เรารู้ว่าผู้ป่วยรายนี้ต้องไปให้กำลังใจหลายครั้ง ครั้งแรกที่ไปก็ยังดูไม่กระเตื้อง หลังจากนั้นก็ไปเยี่ยมอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง เขาเป็นโรคติดเชื้อราที่เยื่อหุ้มสมองซึ่งจะต้องให้ยาฆ่าเชื้อราทุกอาทิตย์ทางน้ำเกลือประมาณ 14 วัน พอ 2-3 สัปดาห์เขาก็ดีขึ้นมาก สุดท้ายก่อนจะกลับบ้านเขาบอกว่า “ผมดีขึ้นแล้ว ขอบคุณพี่มากเลย พี่เป็นเหมือนนางฟ้าที่มาให้กำลังใจผม” เรารู้สึกภูมิใจมากจนตัวลอยเลย ไม่กล้าพูดให้ใครฟัง ได้แต่เก็บความดีใจ ความภาคภูมิใจไว้”
“หลังจากวันนั้นเขาก็มาติดตามการรักษาซึ่งโดยภาพรวมดูดีขึ้น บังเอิญได้เจอเราเขาจึงขึ้นพูดว่า “อ๋อ พี่นี่เอง ผมจำได้ว่าผมเรียกพี่ว่านางฟ้า” เราเลยบอกกลับไปว่าเรียกพี่ว่า “คุณพยาบาลพรนิภา” ก็ได้ จากนั้นเขาก็มาติดตามการรักษาต่อเนื่องจนตอนนี้เขาดูแข็งแรง ใช้ชีวิตเป็นปกติ ไวรัสกดได้ เราก็ดีใจที่ที่เราเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยรายนี้มีกำลังใจในการที่จะต่อสู้ชีวิต และที่สำคัญต้องยกเครดิตให้ทีม (แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และคนอื่นในทีมที่ช่วยกันรักษาพยาบาล ให้เขามีอาการดีขึ้น เพราะพี่ก็เป็นส่วนหนึ่งในทีมที่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจของเขา”
ปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้ยังมีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ปกติ เรื่องเล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความทุ่มเทของพี่แจ๋ว แต่ยังยืนยันว่ากำลังใจคือพลังยิ่งใหญ่ที่ส่งต่อได้จริง
แรงบันดาลใจ คือ ความสุข ความท้าทาย
“ตอนที่เราทำงานอยู่บนแผนกการพยาบาลอายุรกรรม เราก็ชอบไปพูดคุยกับกับผู้ป่วยทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มนี้เพื่อที่จะให้กำลังใจ เพราะรู้สึกว่าตอนนั้นยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพทำให้อัตราการตายและการเจ็บป่วยรุนแรงรวมทั้งปัญหาด้านจิตใจ ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและเราอยากจะทำงานตรงนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เราไปเรียนต่อ ปริญญาโททางการพยาบาลด้านสุขภาพจิตและจิตเวช พอจบแล้วก็มุ่งมั่น นำความรู้ที่ได้เรียนมามาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้และโรคทางอายุรกรรมอื่นๆด้วย ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ พอทางโรงพยาบาลเปิดรับสมัครพยาบาลเพื่อทำงานในผู้ป่วยเอชไอวี จึงมาสมัคร แล้วก็ได้มาทำงานจริง ๆ”
“ตอนนั้นช่วงปี 2547 คนไข้ก็ยังไม่ได้กินยาครบทุกคนเพราะยังเป็นโควต้าอยู่ หลายคนมาด้วยความเครียดกังวลหรือซึมเศร้า เราก็ได้ใช้ความรู้ของเราที่เรียนมาเพราะอาการที่แสดงออกของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เรารู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงานที่ท้าทาย ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติให้ ผ่อนคลายความทุกข์ ความเศร้า ความวิตกกังวลใจ”
การวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่แจ๋วไม่เคยทำงานเพียงลำพัง เธอสร้างทีมที่แข็งแรง ถ่ายทอดความรู้ และจัดระบบงานให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่เธอไม่อยู่ ทีมก็ยังสามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ
“สิ่งที่อยากฝากกับน้อง ๆ ก็ฝากไว้กับเค้าแล้วล่ะว่าให้มีการวางแผนงานที่ดี แล้วนำแผนนั้นไปปฏิบัติ มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ถ้าประเมินผลออกมาแล้วมันยังไม่ดี หรือดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามันยังดีมากกว่านี้ได้อีก เราก็มาทบทวนเพื่อปรับปรุง งาน หรือโครงการต่างๆให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็กลับมาประเมินผลในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ถ้าทำดีเสร็จแล้วสามารถขยายผล แบ่งปัน สู่หน่วยงานอื่นๆทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมทั้งสร้างทีมทำงานให้เข้มแข็ง เพราะการทำงานเป็นทีมเรื่องที่สำคัญ”
“อีกอันนึงต้องมีการใช้เทคโนโลยี ตอนนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลง นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาช่วย ก็จะทำให้เราทำงานรวดเร็ว สามารถบริการได้เร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น ขณะทำงานก็จะเกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ”
ฝากถึงสังคม : กล้าตรวจ เพื่อก้าวต่อ
“อยากจะฝากน้อง ๆ และประชาชนทั่วไปว่า ถ้าคิดว่าตัวเองเคยมีความเสี่ยงก็ให้รีบมาตรวจ ถ้าอยากทราบสถานะขอให้อย่าลังเล แต่ถ้ายังไม่มั่นใจหรือว่ามีข้อกังวลใจเรายินดีที่จะให้คำปรึกษานะคะ อาจจะติดต่อมาก่อนหรือว่าจะเดินเข้ามาที่ห้องให้คำปรึกษา ชั้น 2 เรายินดีต้อนรับทุกวันจันทร์ - ศุกร์ สำหรับในรายที่ตรวจพบเชื้อฯ ทีมเราจะดูแลท่านจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติค่ะ ดังนั้น กล้าตรวจ เพื่อก้าวต่อ นะคะ”
กว่า 38 ปีของการทำงานพยาบาล และเกือบ 20 ปีที่อุทิศตนให้กับผู้ป่วยเอชไอวี พี่แจ๋วพิสูจน์แล้วว่า กำลังใจสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ จากความทุกข์ที่หนักหนา สู่ความหวังที่เบ่งบาน และจากคนหนึ่งคน สู่ทีมที่แข็งแรงและยั่งยืน
นี่คือ “พลังใจที่ส่งต่อได้” เรื่องราวของพี่แจ๋วที่ไม่เพียงทำหน้าที่พยาบาล แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้แสงสว่างแก่ผู้คนมากมายในรั้วโรงพยาบาลศรีนครินทร์ AHF Thailand รู้สึกภูมิใจที่ได้สนับสนุนทีมของพี่แจ๋ว เหมือนเป็นการส่งต่อโอกาสให้ใครหลายคนได้กลับมามีชีวิตที่สดใส มีพลังที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง และในโอกาสที่พี่แจ๋วเกษียณอายุในปีนี้ เราขอขอบคุณแทนผู้รับบริการทุกคน ในฐานะที่พี่ คือ ฮีโร่และนางฟ้าของพวกเขา
..........................................................................................................................................
