AHF TaLks : เพราะการมาหาหมอไม่ควรเป็นเรื่องยาก…

AHF TaLks : เพราะการมาหาหมอไม่ควรเป็นเรื่องยาก…

แม่กำเงิน 50 บาทไว้ในมือแต่กลับบ้านไม่ได้ ...

เพราะค่ารถรับจ้างหน้าโรงพยาบาล คือ 60 บาท พี่ได้ยินแล้วรู้สึกเจ็บปวดมาก

 

ในจังหวัดขอนแก่น ดินแดนทางภาคอีสานของไทย มีสถานพยาบาลเครือข่ายหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลหนองเรือ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นไปทางตะวันตกราว 45 กิโลเมตร เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียง ที่ดูแลผู้คนจากหลายหมู่บ้านในอำเภอเดียวกัน แม้จะไม่ใช่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ที่นี่กลับเป็นพื้นที่สำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังและโรคติดเชื้อ ตลอดจนโรคอื่น ๆ

 

บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ เราได้รับเกียรติจาก พี่แอน กรรณิการ์ ใจตรง นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ  โรงพยาบาลหนองเรือมาพูดคุยถึงการทำงานในพื้นที่รวมถึงข้อจำกัดในการทำงานต่าง ๆ ซึ่งพี่แอนเป็นผู้ประสานงานเอชไอวีของโรงพยาบาลหนองเรือด้วย มีเรื่องราวและประเด็นที่น่าสนใจมากมาย และหนึ่งคำพูดระหว่างการสนทนาที่ผมประทับใจ คือ “โดยเฉลี่ยโรงพยาบาลหนองเรือจะตรวจพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เดือนละ 1 คน ปีนึงก็ 12-14 คน ถ้าเป็นไปได้ พี่ก็ไม่อยากได้คนไข้เพิ่ม” เป็นคำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกจุกอยู่ในอก และเกิดเป็นคำถามที่อยู่ในหัวของผมขึ้นมาทันทีว่า


“เมื่อไหร่
ที่ประเทศไทยเราและทั่วโลกจะไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ?”

 

โรงพยาบาลประจำอำเภอ กับภารกิจที่มากกว่าการรักษา



“ในแต่ละวันโรงพยาบาลหนองเรือมีผู้ป่วยนอกวันละ 200–300 คน และมีผู้ป่วยในเฉลี่ย 50–60 คน มีการจัดคลินิกเฉพาะโรคเป็นรายวัน อาทิ คลินิกเบาหวาน ความดัน โรคปอด รวมถึง คลินิก ARV ที่ดูแลผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง”

“ปัจจุบันมีผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีที่รับบริการกับโรงพยาบาลหนองเรือกว่า 400 ราย เป็นชายและหญิงเท่า ๆ กัน มีตั้งแต่วัยมัธยมปลายไปจนถึงผู้สูงอายุ บางรายอายุเกิน 70–80 ปีก็มี ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มเปลี่ยนเป็น เยาวชนอายุ 19–24 ปี มากขึ้น รวมถึงกลุ่มแรงงานที่ต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดและต่างประเทศ”

ปัญหาของการเข้าถึงการรักษามันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ยาอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่ชีวิตของคนไข้ด้วย พี่แอนอธิบาย

อยากให้สังเกตตัวเลขของกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นกลุ่มเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติภาพรวมของประเทศที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี เกือบร้อยละ 50 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องร่วมกันสร้างความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงสร้างความตระหนักในการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนให้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

 

“เท่าที่เราได้ทำกิจกรรมเชิงรุกมาทำให้เราพบว่า มีน้อง ๆ หลายคนที่เคยรับบริการหรือเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ไม่สามารถรักษาสถานะลบได้ ก็จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นน้องที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมกับเรานะคะ ทั้ง ๆ ที่ได้รับความรู้และได้รับการตรวจเลือดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีคนที่เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผลเลือดบวกทุกปี”

 

“อีกกลุ่มที่เราไปออกเชิงรุกก็คือ กลุ่มหมอลำ ตอนนี้ติดตามมา 3 ปีแล้วเขาก็ยังไม่ยอมมารับยา แต่ก็พยายามติดตามอยู่เรื่อย ๆ แต่เขาบอกว่าเขาสุขภาพดี ก็เลยยังไม่มารับการรักษา”

 

“ส่วนกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มแรงงาน ซึ่งตอนนี้ก็ประมาณครึ่งของผู้รับบริการทั้งหมด ทำให้การเข้าถึงการรับยาเนี่ยจะเริ่ม มีระยะห่างมากขึ้นเนื่องจากเขาต้องไปทำงานที่อื่น ไปอยู่กรุงเทพ ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งต่างประเทศเนี่ย อาจจะเป็น 6 เดือนหรือ 1 ปีไปเลย ส่วนบางรายที่อยู่ต่างประเทศก็ทำให้การนัดตรวจประจำปีอาจจะช้าไป ส่งผลให้ปีงบประมาณที่เราจะต้องพิจารณาค่าของ VL (Viral load suppression) หรือ 95 ที่ 3 เนี่ยมันไม่ถึง 90 เราก็พยายามเพิ่มวันตรวจเลือดให้มากขึ้น จากเดิมเรามีแค่เดือนละวัน เพราะเราต้องส่งเลือดไปตรวจที่โรงพยาบาลขอนแก่น ก็เลยปรับเป็นเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้คนไข้เข้าถึงมากขึ้น ถ้าผิดนัดในเดือนนี้ก็จะมีครั้งที่สองเพื่อให้เขามีโอกาสเข้าถึงการตรวจ VL สม่ำเสมอมากขึ้น”

 

พี่แอนยังคงทำงานหนักเพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงและนำพาเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด โดยมีทีมอาสาสมัครที่คอยสนับสนุนงานส่วนนี้อยู่ และหนึ่งในนั้นคือ “กลุ่มเอ็มแคนขอนแก่น” เครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ AHF ประเทศไทย ที่ทำงานร่วมกับสถานพยาบาลอย่างเข้มข้นและใกล้ชิดเพื่อตอบโจทย์เติมเต็มช่องว่างระบบบริการให้สมบูรณ์มากขึ้น

 

แรงสนับสนุนการทำงาน

 

พี่แอนเล่าถึงสาเหตุที่ตัดสินใจร่วมดำเนินโครงการกับ AHF ประเทศไทย ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่คิดว่าโครงการนี้สามารถช่วยเติมเต็มระบบบริการของโรงพยาบาลได้ และส่งไปถึงคนไข้โดยตรง

 

“ตอนแรกเลยที่ได้ฟังพี่ยุทธ (ประธานกลุ่มเอ็มแคนขอนแก่น) มาแนะนำ ก็คุยกันว่าเดิมทีเรามีจิตอาสาอยู่ 4 คน ตอนนี้จิตอาสาเราเสียชีวิตไป 2 คนในปีเดียวกัน ทำให้เรามีทีมทำงานลดลง อีกอย่าง คือ งบประมาณของกองทุนที่สนับสนุนอยู่ค่อนข้างจะมีข้อจำกัดและต้องมีกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งบางทีการให้บริการของน้องอาสาสมัครก็จะไม่ได้ต่อเนื่องขนาดนั้น ประกอบกับงบสนับสนุนของกิจกรรมเดิมจะสนับสนุนแค่การปฏิบัติงานของจิตอาสาหรือแกนนำเท่านั้น ไม่มีการสนับสนุนให้คนไข้ เราจึงเห็นว่าการดำเนินโครงการร่วมกับ AHF นี้น่าจะมีประโยชน์กับคนไข้ เพราะตามสภาพปัญหาคนไข้ของอำเภอหนองเรือยอมรับเลยว่า หนึ่งจน สองเจ็บ แล้วก็ขาดทุกอย่างนะคะ การที่จะมาหาหมอแต่ละครั้งเนี่ยมันเป็นมันเป็นความลำบากค่ะ บางคนมาด้วยตัวเองไม่ได้ก็ต้องมีญาติพี่น้องพามา ไม่มีรถก็ต้องเหมารถมา ซึ่งเราคิดว่าเงินแค่ 200-300 บาท มันอาจจะไม่ได้มาก แต่สำหรับเค้าเนี่ยต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหาหมอแต่ละครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ใช้เงินเจ้าหน้าที่ ควักกระเป๋าด้วยความสงสารเพราะเราอยากให้เขามาหาหมอด้วย พอมีการสนับสนุนเรื่องค่าเดินทางจาก AHF ก็ดีมากเลย”

 

เงิน 10 บาท ที่ต้องใช้ความพยายามสูงมาก

 

พี่แอนบอกว่าคนไข้ส่วนใหญ่มีฐานะทางบ้านที่ไม่ดีนัก ดังนั้นการพาตัวเองหรือคนในครอบครัวมาหาหมอในแต่ละครั้งต้องใช้ความพยายามและทรัพยากร หรือเงินสูงมาก

 

“เมื่อวันก่อนมีคนไข้คนนึงผิดนัด เลยโดนคุณหมอดุว่าทำไมขาดยา แล้วเกิดอะไรขึ้นทำไมไม่ได้มาตามนัด เขาตอบว่าไปทำงานต่างจังหวัดแล้วก็ไปต่างประเทศก็เลยมาไม่ได้ หลังจากตรวจเสร็จพี่บังเอิญไปเจอเขากำลังรอรถกลับบ้าน เลยถามว่าทำไมยังไม่กลับอีก รออะไร รถรับจ้างหน้าโรงพยาบาลก็มีทำไมไม่ไป เขาตอบว่ารอรถ...

 

“สักพัก คุณแม่ที่พาคนไข้มาก็เดินกลับมาบอกเราว่ามีเงินแค่ 50 บาท แต่สามล้อจะเอา 60 บาท 50 บาทก็ไม่ลด ได้ยินแล้วรู้สึกเจ็บปวดมาก คือแม่กับลูกต้องนั่งรอเพราะว่าแม่กำเงิน 50 บาทอยู่ในมือ แต่กลับบ้านไม่ได้เพราะว่ารถจะเอา 60 บาท ด้วยความเป็นมนุษย์ด้วยกันพี่ก็จะควักช่วยเหลือเขาไป แต่ตั้งแต่ที่มีโครงการของ AHF มา พี่ยิ้มแล้วก็ดีใจ เพราะนอกจากคนไข้จะได้ค่ารถกลับบ้านแล้ว เที่ยวหน้าได้เงินมาหาหมอด้วย ได้ข้าวกินด้วย ทำให้เรารู้สึกขอบคุณที่มีใครสักคนที่เข้ามาช่วยมาดูแลตรงนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ว่ามันมีผลทางจิตใจของคนไข้มาก มันทำให้เขารู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขาแล้วในการที่จะมาหาหมอ ซึ่งบ้านไม่ได้ไกลนะอยู่ในอำเภอนี่แหละ ไม่กี่กิโลจากโรงพยาบาล”

 

พอได้ฟังสิ่งที่พี่แอนเล่าแล้วรู้สึกปลื้มปริ่มอิ่มหัวใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้มีส่วนช่วยให้คนไข้สามารถเดินทางมารับบริการโดยที่เขาไม่ต้องขาดยาอีกต่อไป ทำให้สุขภาพของเขาดีขึ้น มีแรงกายแรงใจต่อสู้ชีวิต มีแรงทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต่อไป ผมว่าความสุขนี้มันมีค่ามากกว่าตัวเงินเสียอีก

 

พัฒนาและสนับสนุนแกนนำ

 

พี่แอนเล่าเพิ่มเติมในส่วนของแกนนำที่ช่วยเหลืองานของคลินิก เช่น การที่พวกเขาต้องเป็นไปเยี่ยมและติดตามคนไข้ ถึงแม้จะเป็นงานจิตอาสา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายหรับกิจกรรมตรงนี้

 

“ข้อดีของการเยี่ยมคนไข้ทำให้เรารู้ว่าความลำบากของคนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้แต่โรงพยาบาลเองการจะหาวัสดุอุปกรณ์สนับสนุนในการเยี่ยมคนไข้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ซึ่งเราไปแต่ตัวเขาก็ดีใจแหละ แต่เราก็อยากมีอะไรติดไม้ติดมือไปในการไปเยี่ยมแต่ละครั้งเพื่อเป็นกำลังใจให้เขา แม้แต่ไข่ 10 ฟองของเราที่มอบให้เขาเนี่ยมันก็มีคุณค่ามาก (จากโครงการอาหารเพื่อสุขภาพ Food For Health ของ AHF) แม้แต่จิตอาสาที่เอายาไปส่ง เขาก็รู้สึกดีใจที่ไม่ต้องเสียค่ารถมา หรือคนไข้บางคนที่บอกว่าไปเยี่ยมได้แต่อย่าบอกว่าหนูเป็นอะไร เพราะว่าสามีรู้แต่ไม่อยากให้ญาติรู้ ถ้าเค้ารู้เขาฆ่าหนูแน่ ๆ ก็เลยต้องตกลงบริการกันก่อน มันเป็นความรู้สึกแบบว่ามีหลาย ๆ อย่างที่เปิดโอกาสให้เราได้ดูแลคนไข้มากขึ้น”

 

“แม้กระทั่งงบในการพัฒนาของแกนนำเอง แกนนำก็มีโอกาสได้ทำงานโดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ คือ ด้วยความที่มีจิตอาสาอยู่แล้ว แต่คำว่าจิตอาสาคือมันไม่ได้หมายถึงตัวเงินไงคะ แต่ว่าเขามีค่าใช้จ่ายต้องออกจากบ้านมา ต้องมีค่าน้ำมันรถหรือค่าข้าวอยู่แล้ว แต่เราก็ช่วยซัพพอร์ตอะไรไม่ได้มากมาย ถ้าเกิดว่าได้รับการสนับสนุนจิตอาสาเนี่ย พอได้มีค่าน้ำมันค่าเดินทางซึ่งเขาไม่ได้ต้องการมากมาย ให้รู้สึกว่ามาแล้วไม่ได้เบียดเบียนทางบ้าน มาทำงานจิตอาสาแล้วรู้สึกว่าตัวเองสบายใจขึ้นในการเดินทางมาแต่ละครั้งโดยไม่ต้องพะวงเรื่องอื่นเพิ่มเติม ทำให้เขาทำงานได้มีความสุขมากขึ้น แล้วการไปเยี่ยมไปดูแลเพื่อนของเค้าก็ทำด้วยความสะดวก”

 

“ในส่วนของเจ้าหน้าที่เองก็มีงบประชุมมาให้ ซึ่งถ้าเป็นในส่วนราชการจะต้องเขียนโครงการต้องรอเวลาอนุมัติงบประมาณ ต้องทำแผนล่วงหน้าเป็นปี ค่าอาหารว่างต้องเท่านั้นค่าอาหารต้องเท่านี้มีข้อจำกัดหลายหลายอย่างจนบางครั้งเราจำเป็นต้องปรับแผนจากเต็มวันเหลือแค่ครึ่งวันเพราะงบประมาณไม่พอ แต่เมื่อมีงบของ AHF เข้ามาสนับสนุนส่วนนี้มันก็ช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น สมมุติว่าเราอยากประชุมก็สามารถเชิญได้เลย เพียงขอให้เจ้าหน้าที่ว่างก็ทำได้เลย ก็คิดว่ามันเป็นประโยชน์หลาย ๆ อย่างที่น่าจะดีกับผู้ป่วยเราที่มารับบริการ พี่จึงตัดสินใจร่วมโครงการกับ AHF

 

ข้อความที่อยากบอกกับเยาวชนและกลุ่มเสี่ยง

 

เมื่อมีการเติมเต็มระบบบริการแล้ว โรงพยาบาลจึงมีความพร้อมในการให้บริการมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่พี่แอนเป็นผู้ให้บริการและเป็นตัวแทนของโรงพยาบาลหนองเรือ จึงถือโอกาสฝากความห่วงใยและปรารถนาดีไปถึงกลุ่มเยาวชนและกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ผ่านบทความนี้ด้วย




“อยากจะบอกว่าการมาตรวจเอชไอวีก็เหมือนกับการดูแลสุขภาพตัวเอง เหมือนเราตรวจสุขภาพประจำปี การที่เรารู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงแล้วเราได้รับการการันตีด้วยการตรวจมันจะทำให้เรามั่นใจยิ่งขึ้นว่า ความเสี่ยงที่เรามีนั้นได้รับการป้องกันอย่างไรถึงจะปลอดภัย คือด้วยความที่วัยรุ่นสมัยนี้เขาอาจจะคิดว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เป็นเรื่องธรรมดารักษาได้จริง แต่การติดเชื้อเอชไอวีมันจะอยู่กับร่างกายเรา ถึงมันจะรักษาไม่หายแต่ถ้ารู้สถานะของตัวเอง ได้เข้ามารับรู้ถึงความเสี่ยงและวิธีการป้องกันที่ถูกต้องก็จะทำให้เราปลอดภัยจากโรคนี้ไปยาว ๆ ซึ่งตัวพี่เองก็ไม่อยากได้คนไข้เพิ่ม แต่อยากได้น้อง ๆ ที่มาร่วมกันทำงานแล้วก็มีความรู้ มาดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะว่าในการตรวจเลือดแต่ละครั้งไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ก็อยากให้เข้ามาพูดคุยกัน อยากให้มาดูแลสุขภาพตัวเองอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้นค่ะ”

 

และนี่เป็นอีกหนึ่งการสนทนาที่ประทับใจและภูมิใจในตัวพี่ ๆ ที่ดูแลงานด้านนี้ ถึงแม้งานจะหนัก และมีอุปสรรคมากมายเพียงใด แต่ผมรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทที่ต้องการให้คนไข้ไดัรับการรักษา ได้กินยานั้นมีมากเหลือเกิน เพราะการทำให้หลายคนลุกขึ้นมายืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรค กลับมาดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีขึ้น สามารถทำงานและดูแลครอบครัวได้คือเป้าหมายที่เราได้ดำเนินโครงการร่วมกัน AHF ประเทศไทย ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์เข้มแข็งและทำงานอย่างมีความสุขต่อไป