ในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างกระบี่ ที่มีผู้คนเดินทางเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ร้านค้า รวมไปถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวกระบี่เอง โรงพยาบาลกระบี่จึงเป็นศูนย์กลางสำคัญของการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ และหนึ่งในทีมบุคลากรที่ทำงานอยู่เบื้องหลังการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อเรื้อรังคือ คุณพรพรหม ชนะกุล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ เป็นผู้นำทีมปฏิบัติงานอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลกระบี่
บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ เราได้รับเกียรติจาก “พี่น็อต” พรพรหม ชนะกุล ที่สละเวลามานั่งพูดคุยตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการทำงาน รวมถึงการเข้ามาริเริ่ม พัฒนา และต่อยอดระบบบริการภายในคลินิกเดย์แคร์ (Day Care Clinic) ของโรงพยาบาลกระบี่ เชื่อมั้ยครับว่าตอนที่เราไปถึง พี่น็อตยังให้บริการคนไข้อยู่เลย ซึ่งวันนั้นคนไข้เยอะมาก ๆ เลยแอบเกรงใจนิดนึง และคิดว่าจะรบกวนเวลาพี่น็อตไม่นานมาก
จากประสบการณ์คลินิกวัณโรค สู่บทเรียนครั้งใหม่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่น็อตทำงานดูแลผู้ป่วยวัณโรคมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะได้รับโอกาสให้เข้ามารับผิดชอบงานดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มเติมหลังจากระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคเข้าที่เข้าทางแล้ว จนกลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในเส้นทางการทำงาน
“ต้องขอบคุณ พี่ติ๋ม “สุดสวาท ดิษยบุตร” อดีตหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก ที่มองเห็นว่าเราน่าจะทำงานตรงนี้ได้ ปัจจุบันก็ทำงานเอชไอวีมาได้กว่า 2 ปีแล้ว” พี่น็อตเริ่มเล่าจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ให้เราฟัง เราเลยถามต่อไปว่างานวัณโรคกับงานเอชไอวีมีความแตกต่างกันอย่างไร และคิดว่ามีความท้าทายกับตัวเองมากน้อยแค่ไหน
“พี่ถอดบทเรียนในการดูแลคนไข้ รวบรวมปัญหาที่เราเจอในคลินิกเดิม แล้วนำมาปรับบูรณาการให้มันมันสอดคล้องกัน เช่น ในเรื่องของคนไข้ขาดนัด คนไข้กินยาไม่ครบ เป็นต้น แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ คนไข้วัณโรคถ้าได้รับการรักษาแล้วคือจบ แต่คนไข้เอชไอวีจะอยู่กับเราไปนานมาก บางทีเราเกษียณแล้วคนไข้ก็ยังอยู่ในระบบอยู่เลย”
ด้วยเหตุนี้ พี่น็อตจึงคิดว่าต้องสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และการติดตามดูแลผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายในการดูแลผู้ป่วยระยะยาว
หนึ่งในความท้าทายที่พี่น็อตพบ คือ ปัญหาการขาดนัดหรือการหลุดจากระบบการรักษา ผู้รับบริการบางคนอาจมีภาระเรื่องงาน การเดินทาง หรือความกังวลเกี่ยวกับการเปิดเผยสถานะของตนเอง ทำให้ไม่สามารถมาตามนัดได้อย่างสม่ำเสมอ นี่คือหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พี่น็อตต้องการปิดรอยรั่วและพัฒนาให้ดีขึ้น จึงประสานงานกับทีมสหสาขาเพื่อสร้างระบบดูแลที่ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น
“พี่มีทีมสหสาขาวิชาชีพในโรงพยาบาลนะคะ ตั้งแต่แพทย์ เภสัชกร นักสังคมสงเคราะห์ สุขศึกษา และที่สำคัญคือ เรามีทีมเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย “น้องปราง ปานตะวัน รอดเข็ม” และจิตอาสา “พี่ติ๋ม สุดสวาท ดิษยบุตร” (อดีตหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก) มาช่วยทำกิจกรรมในคลินิก เพราะการทำงานคนเดียวนั้นไม่สามารถทำงานได้ครอบคลุมทั้งหมด จะทำได้แค่จัดระบบให้คนไข้มาตรวจแล้วก็กลับบ้าน แต่ในหน้างานจริงมีคนไข้หลายเคสที่จำเป็นต้องให้คำปรึกษาและพูดคุยต่อ ซึ่งที่ผ่านมาเราทำไม่ได้ ปัจจุบันถ้ามีเคสไหนที่คุยเสร็จแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่จบ เรายังปลดล็อกคนไข้ไม่ได้ พี่ก็จะส่งให้พี่ติ๋มคุยต่อ พอซักประวัติเสร็จต้องไปห้องให้คำปรึกษาต่อนะ ปล่อยกลับบ้านไม่ได้”
เมื่อความร่วมมือช่วยเติมเต็มการทำงาน
พี่น็อตเล่าว่า หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการทำงาน คือ การที่โรงพยาบาลกระบี่เข้าร่วมโครงการกับ มูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากการริเริ่มของท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล
“ต้องขอบคุณท่านผู้อำนวยการ นายแพทย์สุรัตน์ ตันติทวีวรกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระบี่ ที่เป็นผู้ริเริ่มนำโครงการของ มูลนิธิ เอเอชเอฟ ประเทศไทย เข้ามาในโรงพยาบาล ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้เยอะมาก ทั้งในเรื่องของกำลังคนที่เข้ามาช่วยงานในคลินิก รวมถึงการได้รับงบประมาณสนับสนุนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ”
ยิ่งคุยไปยิ่งทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของพี่น็อต ที่ต้องการช่วยให้คนไข้พ้นทุกข์และเปิดใจเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างรวดเร็วที่สุด
“แรก ๆ คนไข้เข้ามาเจอพี่ เขาจะใส่หมวก ก้มหน้า ถามคำตอบคำ พี่ว่ามันไม่ใช่แล้ว เลยคิดว่ามันต้องมีวิธี ต้องมีคนรับเคสต่อ ซึ่งหลังจากที่พี่ติ๋มเข้ามา ทำให้พี่น็อตรู้วิธีการปลดล็อกคนไข้ เมื่อคนไข้ได้เจอพี่ติ๋มแล้วการตีตราตนเองลดลงมาก เพราะคนไข้หลายคนที่กลับมาหาพี่ พอซักประวัติเขาก็สบตาและมองหน้า ก่อนออกไปเค้าก็หันมายิ้ม คือมันสัมผัสได้โดยที่พี่รู้สึกมันโอเคมาก ๆ”
“ต้องขอบคุณมูลนิธิ ฯ อีกครั้งนะคะ ที่ให้งบประมาณมาจ้างพี่ติ๋ม เพราะแต่ละวันมีภาระงานเยอะมาก ผู้รับบริการประมาณ 40 ถึง 45 คนต่อวัน เราก็ต้องบริหารจัดการให้ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่การซักประวัติ ดูแลว่าคนไข้ได้เจาะเลือดครบมั้ย ได้เจาะ Viral load หรือมีการเอกซเรย์มั้ย กินยาเป็นยังไง คือเราจะบริหารจัดการในส่วนตรงนั้น แต่เรื่องรายละเอียดการให้คำปรึกษากับคนไข้ มันต้องใช้ทีมอีกชุดหนึ่ง ซึ่งพี่ติ๋มทำได้ดีมาก ๆ”
งานที่ต้องใช้ทั้งความรู้และหัวใจ
เราได้พบกับพี่ติ๋ม สุดสวาทด้วย ท่านน่ารักเป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจานิ่มนวล ไม่แปลกใจเลยว่า พี่ติ๋มสามารถทำผู้รับบริการเปิดใจและเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างเต็มใจ
“พี่มีความสุขและดีใจมาก มีความภูมิใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีศักยภาพ ได้ทำงานที่ยุ่งยาก ได้ช่วยกันแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่เขารู้สึก บอกใครไม่ได้ คิดไม่ออก พี่ติ๋มเปรียบเสมือนผู้ประคองเมื่อเขาเสียหลัก และสร้างกำลังกายใจให้เขาลุกขึ้นเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข” พี่ติ๋มพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและภาคภูมิใจ
การรับฟัง การให้กำลังใจ การให้คำปรึกษา และการสร้างความเชื่อมั่นในการรักษา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลที่สำคัญไม่แพ้การใช้ยา ซึ่งพี่ติ๋มได้อาสาเข้ามาเพื่อใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของเธอให้เกิดประโยชน์กับใครอีกหลายคน และนี่เป็นการเติมเต็มช่องว่างในระบบบริการที่ตรงจุดอย่างมาก
“เป้าหมายในการทำงานของพี่ติ๋มมี 3 ข้อ ข้อแรก พี่ต้องการให้ผู้มารับบริการทุกคนได้รับการรักษา หลุดจากความทุกข์ ลดการตีตราตัวเอง ข้อสองคือเป้าหมายในระบบงาน ต้องมีบริการที่เป็นแนวทางที่ปฏิบัติแล้วเกิดผลดีกับผู้รับบริการ การยอมรับจากสังคม ความพึงพอใจจากผู้รับบริการและญาติ และข้อสุดท้ายเป้าหมายของตัวเอง คือการได้เพิ่มศักยภาพตนเองให้สามารถทำงานให้ดียิ่งขึ้น และขอขอบคุณมูลนิธิ AHF ประเทศไทย ที่ให้โอกาสพี่ติ๋มได้มาปฏิบัติงานที่คลินิกแห่งนี้” พี่ติ๋มกล่าวทิ้งท้าย
อีกหนึ่งคนที่อยู่ในทีมของพี่น็อต คือ “น้องบุ๋ม” ภาวิณี ณรงค์กิจ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ประจำคลินิกให้คำปรึกษา โรงพยาบาลกระบี่ ที่เป็นกำลังหลักในการให้คำปรึกษาทั้งก่อนตรวจเลือดและผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ซึ่งเราคิดว่าการได้รับมอบหมายให้เป็นคนแจ้งผลตรวจเลือดกับใครคนนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันเป็นเรื่องที่จะส่งผลผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ฟังหรือผู้รับบริการอย่างมาก ซึ่งน้องบุ๋มก็ทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม
“เมื่อผลตรวจออกมาเป็น Positive การให้การปรึกษาจะมีความเข้มข้นและสำคัญมาก ๆ น้องบุ๋มจะให้ผู้รับบริการบอกความคาดหวังกับผลเลือดอีกครั้ง แล้วก็จะแจ้งผลตามจริง โดยใช้น้ำเสียงที่นุ่มและปกติที่สุด มีหลายรายที่ทำใจยอมรับได้ ยินยอมเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างง่ายดาย แต่ก็มีบางรายที่มีอาการตกใจและเสียใจเป็นอย่างมาก น้องบุ๋มก็จะให้กำลังใจผู้รับบริการ อาจจะใช้การปลอบประโลมทางการพูด การจับสัมผัสมือหรือการกอด แล้วแต่กรณีไป เชื่อไหมค่ะว่า “การกอด โดยไม่พูดอะไร” ทำให้ผู้รับบริการได้ระบายความรู้สึกออกมามากมาย และทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ไม่โดดเดี่ยว มีที่พึ่งพิง”
หลังจากที่ผู้รับบริการยอมรับผลเลือดแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป น้องบุ๋มจะให้ความรู้เบื้องต้นก่อนที่จะเข้าสู่ระบบรักษาด้วยยาต้านไวรัส
“หลังจากผู้รับบริการดีขึ้น น้องบุ๋มก็จะเตรียมผู้รับบริการก่อนเริ่มยาต้าน อธิบายเรื่องโรค การรักษา การดูแลตนเอง การติดตามและช่องทางที่จะติดต่อกันได้ตลอด ซึ่งทางคลินิกจะมี Line Official Account ซึ่งพี่ ๆ จากมูลนิธิ AHF Thailand เป็นผู้แนะนำให้สมัครและคอยเป็นพี่เลี้ยงในช่วงแรก ทำให้ทางคลินิกให้คำปรึกษาและคลินิก Day Care ทำงานกันง่ายขึ้น หลังจากเตรียมผู้รับบริการเรียบร้อยพร้อมรับการรักษา น้องบุ๋มจะพาผู้รับบริการไปส่งคลินิก Day Care เองกับมือ จากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง โดยจะแนะนำทีมงาน Day Care ให้ผู้รับบริการทุกคน หลังจากส่งตัวแล้ว น้องบุ๋มยังเปิดช่องทางให้ผู้รับบริการได้ติดต่อน้องบุ๋มได้ตลอดหากต้องการ ใจแลกใจค่ะ”
และที่ขาดไม่ได้เลย เราอยากทราบความรู้สึกของน้องบุ๋มว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานตรงนี้
“น้องบุ๋มรู้สึกมีความสุขที่ได้ช่วยให้คนที่กำลังมีความทุกข์มีทางออกที่ดีขึ้น สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างปกติสุข มีผู้รับบริการบางคนมาบอกว่า “พี่เป็นเหมือนคนที่ให้แสงสว่างกับหนูเลย ตอนแรกหนูนึกว่าชีวิตหนูจะมืดมนไปแล้ว” คำพูดนี้ทำให้ใจฟูมากเลยค่ะ”
อีกหนึ่งคนก็คือ “น้องปราง” ปานตะวัน รอดเข็ม เธอเปรียบเสมือนอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและเติมเต็มระบบบริการของคลินิกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“น้องดีใจมาก ๆ ที่ได้ทำงานที่โรงพยาบาลกระบี่ ดีใจที่มีงานทำ ปัจจุบันน้องรับผิดชอบงาน 2 ห้อง คือ ห้องให้คำปรึกษาเบอร์ 18 ได้ช่วยพี่บุ๋มคีย์ข้อมูลคนไข้ที่มาตรวจเลือดและเตรียมข้อมูลผลเลือดของคนไข้ในวันที่มีคลินิก ตลอดจนโทรติดตามคนไข้ให้มาตามวันนัดหมาย และช่วยทุกอย่างที่ทำได้ อีกห้องคือ คลินิก Day Care น้องจะช่วยพี่น็อตซักประวัติคนไข้ ออกใบนัดหมาย คีย์เบิกยา คีย์แล็บ เเละช่วยเหลือพี่ ๆ ทุกคนในคลินิก”
“น้องดีใจที่ได้ร่วมงานกับทุกคน เเละมีความสุขทุกครั้งที่ได้ช่วยเหลือคนไข้ ดีใจที่ทำให้คนไข้มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ กล้าที่จะใช้ชีวิต คนไข้ก็ใจดี ชอบซื้อขนม น้ำ ผลไม้ มาให้บ่อย ส่วนความท้ายทายในการทำงานของน้องก็จะมีบ้าง เช่น ตอนโทรหาคนไข้บางทีก็เจอคนไข้ต่อว่ากลับมา เเต่น้องกลับมีความสุขและดีใจ ที่ทำให้คนไข้มาตามนัดและไม่ขาดยา”
การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไข้ คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จร่วมกัน
“เมื่อก่อนที่ AHF ยังไม่เข้ามา คนไข้มาแค่รับบริการแล้วก็รับยากลับบ้านจบ เราไม่ได้แก้ปัญหาให้กับคนไข้ เราไม่ได้ตอบโจทย์ที่แท้จริงของคนไข้เลย แต่หลังจากที่ AHF เข้ามา เราได้งบประมาณเพื่อออกหน่วยเชิงรุก รวมถึงการจัดจ้างจิตอาสา (พี่ติ๋ม) และเจ้าหน้าที่ประจำคลินิก (น้องปราง) เราเริ่มมีงบในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ สามารถเติมเต็มระบบบริการของคลินิกให้มีความพร้อมและสมบูรณ์อย่างเป็นรูปธรรมได้จริง ๆ” พี่น็อตทิ้งท้าย
สำหรับคนที่มีความเสี่ยง แต่ไม่กล้าตรวจเลือด
“ถ้าเรามองให้กว้าง มันก็เป็นเหมือนโรค ๆ หนึ่ง ก็เหมือนเบาหวานความดันที่ต้องกินยา ให้คิดว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มันเกิดกับเรา เราก็ดูแลรักษาและกินยา ถ้าเราเสี่ยงมาก็สามารถเข้ามาตรวจได้เลย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ส่วนการกินยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) ก็สามารถใช้สิทธิได้ทั่วประเทศ เราไปเสี่ยงที่ไหนสามารถเข้ารับการรักษาได้เลยไม่เกิน 72 ชั่วโมง แล้วก็จะมียาอีกตัวหนึ่ง คือ ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) ที่กินในกรณีที่มีคู่ที่เป็นผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีก็สามารถกินป้องกันได้ สามารถใช้สิทธิได้เหมือนกัน”
ความภาคภูมิใจในการทำงาน
“พี่คิดว่างานเอชไอวีเป็นการทำงานกับกลุ่มที่มีความเปราะบางมาก พอพี่ได้มาสัมผัส แม้แต่บางคำพูดที่เราพูดไปโดยไม่ได้คิดอะไร แค่คำถามว่า “ทำไมผิดนัด” ก็ทำให้คนไข้ไม่มาอีกเลย ตอนแรกที่คนไข้มา เขาไม่กล้ามองหน้าเรา ถามคำตอบคำ แต่พอหลังจากที่เราให้การบริการเขาก็เปลี่ยนไป มีรอยยิ้ม มีพูดสวัสดี ซื้อของมาฝาก พี่ว่ามันมันเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ยกภูเขาออกจากอก พี่รู้สึกว่ามันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เราเห็นสีหน้าแววตาของคนไข้ที่กลับไปด้วยรอยยิ้ม คนที่ขาดยาแล้วกลับมาใหม่ เหมือนกับเขาได้ชีวิตใหม่ บางคนมาบอกพี่ว่า เหมือนเขาได้เกิดใหม่”
“ในฐานะที่เราเป็นพยาบาล เราต้องดูแลคนไข้ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ และต้องเข้าใจความรู้สึกของคนแต่ละคนด้วย เราทำให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ภูมิใจที่ได้มาทำงานตรงนี้ ก็คิดว่าจะทำงานไปต่อเนื่องและจะพัฒนาระบบงานให้ดีขึ้น ต้องขอขอบคุณมูลนิธิมาก ๆ เพราะในการทำงานมันต้องมีหลายอย่าง มีเรื่องของทีม เรื่องของงาน เรื่องของคน เรื่องของเงินก็สำคัญ เพราะช่วยได้เยอะเลยในเรื่องของงบประมาณตรงนี้”
ทำงานร่วมกับ AHF แล้วได้อะไร
“ขอขอบคุณ AHF ประเทศไทย ที่เข้ามาสนับสนุน พี่คิดว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ เพราะว่าในระบบราชการ บางทีเราจะทำอะไรมันก็ต้องใช้เงิน รวมถึงขั้นตอนและระยะเวลาก็ค่อนข้างจะมีข้อจำกัดเยอะ แต่พอ AHF เข้ามา ก็ทำให้ระบบงานมันลื่นไหลมากขึ้น พี่คิดที่จะทำอะไรจะต่อยอดอะไร ก็คือสามารถทำได้เลย ขอสนับสนุนอะไรเขาก็ตอบโจทย์ให้เราหมดเลย ก็ต้องขอขอบคุณ AHF ประเทศไทยอีกครั้งนะคะ และหวังว่าจะดูแลโรงพยาบาลกระบี่ไปอย่างต่อเนื่องนะคะ”
สำหรับพี่น็อตแล้ว ความสำเร็จของงานเอชไอวีไม่ใช่แค่ตัวเลขการรักษา แต่คือการที่ผู้รับบริการสามารถกดไวรัสได้ มีสุขภาพดีขึ้น และกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง AHF Thailand รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนทีมของโรงพยาบาลกระบี่ เหมือนเราได้ส่งต่อโอกาสให้ใครหลายคนได้กลับมามีพลังและชีวิตที่สดใส แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นพลังที่ทำให้เรามุ่งมั่นทุ่มเททำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่อไป
